มารีนา มาสควินา หมาของผมรักดนตรแจซ

 

Марина Москвина. "Моя собака любит джаз"

Повесть нашей давней подруги, журналистки и писательницы  Марины Москвиной  "Моя собака любит джаз" в переводе на тайский язык. 

Выражаем благодарнось Марине Москвиной за любезно предоставленную возможность опубликовать тайский перевод ее книге на сайте "Сердце Азии"

Для тех, кто изучает тайский язык и хочет читать паралельные тексты, вот эта ссылка на изначальный вариант повести https://www.litmir.co/br/?b=134898 .

หนังสือเพื่อนของเรามารีนา มาสควินา หมาของผมรักดนตรแจซ 

เราขอขอบคุณมารีนา มาสควินา สำหรับความกรุณาให้โอกาสในการเผยแพร่แปลเป็นภาษาไทยในหนังสือของเธอในเว็บไซต์ หัวใจเอเชีย

 

Click picture

 

                                  มารีนา มาสควินา 

                       หมาของผมรักดนตรแจซ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คานาสานกพมพ

 

เพราะเชื่อว่าการอ่านคือรากฐานของการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์
คุณไพมูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี จำกัด
(มหาซน) และประธานมูลนิธิดำรงชัยธรรม จึงริเริ่มโครงการวรรณกรรมแปล
นานาชาติสำหรับเยาวชนและวัยรุ่นขึ้นเมื่อปี 2544 เทือเป็นการสนับสนุนให้
เยาวชนไทยรักการอ่านและการเรียนรู้ โดยมอบหมายให้ทางสำนักพิมพ์อิมเมจ
เป็นผู้คัดสรรและดูแลการผลิต

ใน 2 ปีแรก (2544-2545) ทางมูลนิธิดำรงชัยธรรมจัดทำหนังสือไปแล้ว
2 ชุด แบ่งเป็นกลุ่มหนังสือสำหรับเยาวชนอายุ 9 ปีขึนไป และกลุ่มหนังสือ
สำหรับวัยรุ่น ซึ่งทางมูลนิธิฯได้ดำเนินการบริจาคสู่ห้องสมุดโรงเรียนต่าง ๆ ทัว
ประเทศไปแล้วเป็นจำนวนกว่าสองแสนเล่ม

และในปี 2546 นี้ มูลนิธิดำรงชัยธรรมได้เตรียมพร้อมที่จะบริจาค
หนังสืออีกกว่าสองแสนเล่ม ซึ่งเกณฑ์การจัดทำหนังสือก็ยังคงเป็นการคัดสรร
วรรณกรรมดี อ่านสนุกจากทุกมุมโลก ได้รับการยกย่องยอมรับ ไม่ว่าจะเป็น
รางวัลจากสถาบัน หรือความนิยมซมชอบจากเหล่าผู้อ่าน เพื่อมุ่งส่งเสริมให้ผู้
อ่านรุ่นเยาว์ของเราได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่หลากหลาย การเผชิญหน้าและ
ทำความเข้าใจกับโลกรอบตัวผ่านมุมมองและทํศนคติที่กว้างขวางขึ้น

วรรณกรรมในดวงใจเยาวชนนานาชาติชุดล่าสุดนิ มีทังหมด 5 เล่ม คือ
หมาของผมรักดนตรีแจซ (ประเทศรัสเชีย) โดย มารีนา มาสควินา แปล
โดย จิตอำไพ เมืองสนธี้ จินตนาการแสนสนุกเต็มไปด้วยอารมณ์ขันของเด็กชาย
อันตรูฮา ที่เล่าเรื่องของครอบครัวได้อย่างน่าประทับใจ

มหัศจรรย์บรรณารักษ์ (ประเทศแคนาดา) โดย โดมีนิค เดอแมรส์ แปล
โดย เกลอกัน เรื่องของบรรณารักษ์คนใหม่ที่ดูแสนประหลาดในสายตาชาวเมือง

 

แต่จริงๆแล้วเธอกลับเติมไปด้วยพลังพิเศษในการโน้มน้าวใจให้เด็กๆรักการอ่าน
พ่อของผมเป็นๅแปอ{แมน (ประเทศพ่นแลนด์) โดย ติโม ปารเวลา แปล
โดย ปิยธิดา มโหสถนันทน์ ความกล้าหาญและใจดีของเด็กชายเล่าริ วีรตาเน็น
ทีทำให้ใคร ๆ ยอมรับในความเป็นวีรบุรุษของเขาได้โดยไม่ต้องมีพลังพิเศษ หรือ
เป็นชุเปอร์แมนเหมือนพ่อของเขา

โซเล สาวน้อยหมากรุก (ประเทศไอช์แลนด์) โดย รัคเฮดูล์ เกสด็อททีส
แปลโดย อัญชลี ธนะสมานโชค เรื่องของโชเล สาวน้อยวัย 12 ผู้มีพรสวรรค์เรื่อง
หมากรุกกับเรืองวุ่น ๆ ในชีวิตที่เธอต้องเผชิญ ตั้งแต่การยอมรับแพ่นใหม่ของพ่อ
การรับมือกับพวกเพื่อนจอมเกเร และเรียนรู้ที่จะเป็นตัวของตัวเองอย่างมืความสุข
วันที่แม่ไม่กลับบ้าน (ประเทศสวีเดน) โดย อันนิกา โฮม แปลโดย ฐิฏิฐา
มีวัฒนะ ซาบซึ้งกับมิตรภาพและความเห็นอกเห็นใจระหว่างเพื่อนของแมกกิส
กับมัลทิดา ในช่วงเวลาแสนเศร้าของแมกกิสที่สูญเสียแม่ไปอย่างไม่มีวันกลับ

หนังสือ 5 เล่มนล้วนเป็นเรื่องแปลจากประเทศที่ยู้อ่านชาวไทยอาจจะ
ไม่คุ้นเคยนัก จึงมีความยากลำบากไม่น้อยในการสรรหาตัวผู้แปลที่จะถ่ายทอด
ภาษาและวัฒนธรรมที่ห่างไกลมาให้นักอ่านชาวไทยได้รู้จัก ซึ่งทางทีมงานผู้
จัดทำก็ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ให้คำแนะนำและความช่วยเหลือจนโครงการนี้
สำเร็จลงด้วยดีไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย

แม้ว่าเรื่องราวทั้ง 5 เรื่องนี้จะเกิดขึ้นในวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน แต่สิ่ง
หนึ่งที่สามารถลัมผัสได้อย่างเป็นสากลคือ จินตนาการ การเรียนรู้ และการปรับ
ตัวของเด็ก ๆ โดยเฉพาะในช่วงวัยประถม เมือต้องเผชิญหน้ากับปัญหาและ
สิงแวดล้อมใหม่ ๆ ซึ่งสิงเหล่านีจะมีผลอย่างยิ่งต่อการหล่อหลอมบุคลิกภาพและ
ทัศนคติด้านบวก อันเป็นรากฐานสำคัญในการดำเนินชีวิตในอนาคต

ทางมูลนิธิดำรงชัยธรรมและสำนักพิมพ์อิมเมจหวังเป็นอย่างยิ่งว่า
วรรณกรรมเยาวชนในดวงใจชุดนิจะให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินยามอ่าน
พร้อมทังช่วยส่งเสริมจินตนาการ และกระตุ้นความอยากเรียนรู้ให้เยาวชนไทย
ของเราได้เป็นอย่างดี

 

เกี่ยวก้บเรื่องหนังสือ

 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ตอนที่ผมเป็นเด็กๆ ประมาณอยู่ ป.4 ผมมี
ครท่านหนึงน่ารักมาก เป็นครูผู้ชาย แต่จิตใจอ่อนโยน อยากใหเด็ก ๆ อ่านหนังสอ
ในเวลานั้นเด็กๆ เซ่นผมและเพื่อนไม่มีใครอยากอ่านหนังสือ และ
ไม่มีเงินซื้อหนังสือ แต่ครูท่านนีใช้วิธีอะไรก็จำไม่ได้ รวบรวมนักเรียนสัก 10 คน
ให้เอาเงินค่าขนมจากพ่อแม่ของพวกเรามารวมกัน แล้วไปซือหนังสือจำนวนหนง
เก็บไว้ที่บ้านครู และซักชวนให้นักเรียนไปอ่านหนังสือที่บ้านท่านในวันหยุด

ในสมัยนั้นสิ่งบันเทิงต่าง ๆ สำหรับเด็กไม่มีทังโทรทัศน์หรือเกมวิดีโอ
อย่างทุกวันนี้ มีเพียงการฟังนิทานจากวิทยุหรือวิทยุส่งเสียงตามสาย ครูยอม
เสียสละซวนพวกเราไปที่บ้าน แล้วท่านเอาหนังสือทิซือมา มาเล่า อ่านให้ฟัง
เหมือนเราฟังนิทานจากวิทยุ แต่สนุกกว่าตรงที่ท่านมีแสดงท่าทางหยอกล้อ
หัวเราะไปตามเนือเรื่อง ซึ่งบางครังก็เป็นเรืองเศร้าซาบซงเคล้านำตา หสังจาก
เล่าเสร็จท่านก็แจกจ่ายหนังสือให้ทุกคนเอากลับบ้านไปอ่านเอง

วิธีนี้ทำให้การอ่านหนังสือที่เต็มไปด้วยตัวหนังสือสนุกขืน
ผมยังฝังใจหนังสืออยู่ชุดหนึ่งเป็นหนังสือภาบาจีน แปลได้ความว่า
“บทเรียนแห่งความรัก” เป็นหนังสือตำนานแห่งความรักทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นผีเสือ
ดอกไม่ใบไม้ ประเทศชาติ ตัวเอง เพือนพ้องน้องพี พ่อแม่และคนรัก หรือโลก
ใบนี้ รักหมด อ่านแล้วสบายใจ อบอุ่น มีความสุข มีความรักไปตามหนังสือ
ปกตินักเรียนเบื่อหนังสืออยู่แล้ว ยิ่งหนังสือเล่มหนาๆ ไม่มีภาพการ์ตูน
ภาพประกอบเยอะๆ เห็นแล้วก็รู้สึกเหมือนตำราเรียน แต่วิธีที่ครูเล่าให้ฟังก่อน
แถมมีมุขมีมุมซวนสนใจตามที่ครูเน้นนั้น ทำให้เด็กๆ เกิดกำลังใจทิจะเอาหนังสือ
เล่มหนาๆ เหล่านั้นไปอ่าน นอกจากอาจกลัวเสียเปรียบเพื่อนๆ เพราะออก
สตางค์ด้วยกัน ต้องอ่านให้คุ้ม ประกอบกับเมือเอาไปอ่านแล้วยังต้องมาแสดง

ความเห็นตามทีครูจัดให้ถกเถียง อวดเก่ง สนุกสนานในหมู่นักเรียน ในวันหยุด
ถัดๆมา กิจกรรมนี้จึงสนุกมาก จำได้ว่าเป็นกิจกรฺรมที่ผมไปร่วมด้วยไม่เคยขาด
ผมจึงรักการอ่านหนังสือตั้งแต่นั้นมา

ลูกผมเคยถามว่า ทำไมเราต้องเรียนหนังสือมากมาย หลายๆวิชา
หลาย ๆ แขนงที่เรียนอยู่ก็ไม่น่าสนใจเลย นึกไม่ออกว่าจะมีประโยชน์อะไรภาย
ภาคหน้า เพราะเขารู้ว่าต้องการจะเป็น “นัก” อะไรสักอย่างอยู่แล้ว
ผมถามเขาว่า เขาอยากเป็น “นัก” อะไรบ้างล่ะ
คนหนึงตอบว่า อยากเป็นนักสร้างเกมวิดีโอคอมพิวเตอร์ที่เขาชอบเล่น
อีกคนอยากเป็นนักบริหารเหมือนพ่อ
อีกคนก็จะเป็นคนดูแลหมาจรจัด แต่ไม่ใช่สัตวแพทย์นะ
ลูกคนเล็กว่าเป็นอะไรก็ได้ แต่ไม่อยากเรียนมากๆ เพราะปวดหัว
ผมเข้าใจลูกผมดี เมื่อตอนเด็ก ผมก็เป็นอย่างนั้นคิดอย่างนั้น ซ้ำเมื่อ
โตขึ้น การงานที่ผมทำก็ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับพีชคณิต เรขาคณิต ตรีโกณ ชีววิทยา
หรืออะไรอีกมากมายที่เรียนมา

แต่เมื่อผมเรียนจบออกมาทำงานจริงๆ เข้าสู่สังคมการงาน พบปะผู้คน
ผมได้สัมผัสคนเก่ง ๆ ทีประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ นักการเมือง
หมอ นักเขียน นักวิทยาศาสตร์ นักการทหาร วิศวกร ฯลฯ ผมพบว่าคนที่
สำเร็จและเก่งจริงๆ ไม่เพียงแต่ลุ่มลึกในวิชาการที่ประกอบอาชีพเท่านั้น แต่เขา
จะรู้เรืองไปหมดทุกอย่าง เขาเป็น “พหูสูต” เขาเป็น “ปัญญาชน” เขามืความ
รู้รอบด้าน วิพากษ์วิจารณ์อะไรก็ได้อย่างน่าทึ่ง คือไม่ใช่แค่รู้ลึก แต่รู้กว้างด้วย
สิงที่ท่านเหล่านเหนือกว่าเราคือ ท่านศึกษาไม่หยุด ท่านอ่านหนังสือ
อยู่เสมอไม่ขาด ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด ไม่ว่าจะเป็นดอกเตอร์ ราชบัณฑิต
อายุมากขนาดไหน ท่านศึกษาไม่เลิก จึงสำเร็จลุล่วงเสมอ

และคำตอบสุดท้ายของท่านเหล่านี้คือ ท่านอ่านหนังสือ

ผมตอบลูกผมว่า การเรียนรู้มาก ๆ อ่านหนังสือมาก ๆ มันไม่หนักกบาล

หรอก ถ้า!เกให้ซอบแล้วจะสบาย

เหมือนเราเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย ช่วงแรกการเรียนเหรือ'ปีกหัด
ฃ้นพืนฐานจะน่าเบือหน่าย แต่พอเป็นแล้วเล่นได้แล้วจะสนุก ยิงมีการแข่งขัน
เราอยากจะให้ตัวเองเก่งขึ้น แข็งแรงขืน ถึงขันอยากเอาชนะผู้อืน เราจะมีแรง
ผลักดันให้เราตั้งใจขึ้นมาก ๆ

ถึงตอนนั้นไม่ต้องมีใครมาบังคับเรา เราจะขวนขวายไขว่คว้า!เกฝนหา
ความเมาเพิ่มเติมให้ตัวเองด้วยชำไป จนบางครังรู้สึกเสียดายเวลาทีผ่านมา ว่า
น่าจะสนใจอ่านหนังสือจรีงจังตั้งแต่เด็กแต่เล็กแล้ว

ส่วนตัวผมเป็นเด็กหัวอ่อน พ่อแม่ให้เรียนก็เรียน ครูให้ท่องก็ท่อง จำ
ได้บ้างจำไม่ได้บ้าง สุดท้ายก็เรียนจบออกมาตามประสาคนเรียนหนังสือทัวไป
แต่โชคดีผมมีครูที่!เกให้ชอบอ่านหนังสือนอกตำราเรียน ทำให้ผม
มีความรู้อื่นๆ ติดตัวมาบ้าง ประจวบกับเมือมาทำงานเลียงชีพ พบเห็นผู้คน
ฉลาดๆ เก่งๆ มากมาย ก็เลยพยายามอ่านให้มากขึ้นเพื่อไม่ให้ล้าหลังพวกเขา
มากนัก

และแล้วผมก็พบว่า วิชาความรู้ไม่ว่าเรืองอะไรก็ตามทีได้กล่าวมา ทีเคย
เห็นว่าไม่เกี่ยวกันและไม่มีประโยชน์เลย แต่แท้จริงในความลึกซึงของแต่ละศาสตร์
แต่ละวิชา มืที่มาที่ไปโยงใยเกี่ยวข้องกัน และมาจากหลักเดียวกันหมด เหมือน
ดังคำสอนศาสนา ทุกศาสนามีหลักธรรมที่มาจากเหตุผลข้อเดียวกัน ต่างกันกิ
แต่วิธีการมุ่งชี้ปฏิบัติหรือประโยชน์ใช้สอย

การอ่านหนังสือมากๆ การติดตามความรู้จากที่ผู้รู้คอยอธิบาย จะ
สามารถทำให้เรารู้แจ้งเห็นจริง รู้ขึ้งและล่วงรู้กว่าพวกหมอดูด้วยซาไป

ในสมัยโบราณ กษัตริย์ที่อยากจะปกครองประเทศแบบสบายใจ คือ
ราษฎรต้องเป็นคนโง่ วิธีเดียวทีจะทำให้ประชาชนเป็นคนโง่คือเผาหนังสือทีง
ดังเช่นในสมัยฉิงชีฮ่องเต้ กำราบการเมืองการปกครองในประเทศจีนด้วยการเผา
ตำราหนังสือทังเมืองจีน ให้คนจีนไม่รู้หนังสือ เพือจะได้ปกครองประเทศไปได้

 

 

คานยม

 

หนังสืออะไรคือหนังสือที่ดีที่สุดที่จะอ่านให้เด็กฟัง แล้วเราจะมีเกณฑ์
การพิจารณาเลือกหนังสือสำหรับเด็กอย่างไร คำถามเหล่านี้ไม่สามารถตอบได้
ง่าย ๆ เพราะเรากำลังพูดถึงประสบการณ์ครั้งแรกในการอ่านงานวรรณกรรมของ
เด็กในช่วงสำคัญของการพัฒนาบุคลิกภาพของเขา นั่นคือช่วงก่อนเข้าเรียนและ
ช่วงชั้นประถม

ในช่วงนีจะเป็นเวลาแห่งการสร้างทัศนคติเรื่องการอ่านของเด็กว่า เขา
จะรู้สึกสนใจ รัก หรือเฉย ๆ กับหนังสือ หนังสือที่ดีจะนำเด็กไปสู่โลกของศิลปะ
และสามารถสร้างความประทับใจครั้งแรกให้เกิดขึ้นได้ ความสนใจในหนังสือ
ตั้งแต่วัยเด็กนี้จะช่วยให้เด็กผ่านพ้นการอ่านในระดับที่ยากขึ้นได้เมื่อโตขึ้น เด็ก'ๆ
จะมีความสุขกับการได้ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ และรู้สึกร่วมไปกับตัวละครในหนังสือ
รวมถึงสามารถเลือกอ่านหนังสือได้ด้วยตัวเอง

การมีโอกาสได้ทำความรู้จักกับผลงานวรรณกรรม ตัวละครในหนังสือ
และการกระทำของตัวละคร สิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้เด็กได้รู้จักคิด ตรึกตรอง ส่วน
อารมณ์ความรู้สึกทีเกิดขึนขณะอ่านก็จะกลายเป็นประสบการณ์ที่กล่อมเกลา
ให้รู้ถึงความดี ความชั่ว และสิ่งดีงาม

ตังแต่ช่วงปีแรกๆในชีวิต มีความจำเป็นที่จะต้องถ่ายทอดเรื่องคุณธรรม
และมนุษยธรรมให้เด็ก ๆ ได้รับรู้ เพือให้เขามีความประพโ]ติที่ถูกต้องดีงาม ซึ่ง
หนังสือสำหรับเด็กนี่เองที่เป็นผู้ช่วยผู้แสนดีในเรื่องนี้

ชีวิตของเด็กจะมีความสมบุรณ์และมั่นคงขึ้นจากการได้ทำความรู้จัก
ตัวละครต่างๆในหนังสือสำหรับเด็ก เพราะตัวละครเหล่านี้จะเป็นแบบร่างที่
ทำให้เด็กเห็นถึงการมีความสัมพันธ์อันดีและสนุกสนานกับผู้คน ทำให้เด็กรู้ถึง
หน้าที่ของลูกที่มีต่อพ่อแม่

หนังสือของ มารีนา มาสควินา เรื่องหมาของผมรักดนตรีแจชนี้ มี
ความน่าสนใจและเป็นประโยชน์กันเด็กมากทเดย? หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้เขา
เข้าใจโลกรอบๆ ตัวเขา ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว และสอนให้เด็กๆ
รู้จักความดี และมองชีวิตในแง่ที่ดียิ่งกว่าเดิม

 

                                                                        สถานทูตรัสเริเย

 

จากผู้แปล

 

หนังสือเรื่อง หมาของผมรักดนตรีแจฃ เล่มนี้ เป็นหนังสือสำหรับเด็ก
ชั้นประถมตอนปลายจากประเทศรัสเชีย เป็นเรื่องราวความวุ่นวายที่น่ารักของ
ครอบครัวเล็กๆที่มีพ่อเจ้าความคิดชื่อมีชา แม่ผู้ไร้เดียงสาชื่อลูเชีย ลูกชาย
ช่างฝันชื่ออันดรูฮา และสุนัขพันธุ่ใล้กรอกจอมปวนชื่อปลาวาฬ

ในฐานะที่ผู้แปลมีโอกาสได้ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศรัสเชียและคบหากับ
คนรัสเชียนทงเด็ก ผู้ใหญ่ วัยรุ่น และคนชรามาบ้างพอสมควร ผู้แปลก็อยาก
จะบอกกับผู้อ่านว่า หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่สามารถถ่ายทอดลักษณะของ
คนรัสเชียน ความคิด ค่านิยม ปัญหาที่มีในลังคมรัสเชียปัจจุบันออกมาได้
ตรงตามจริงเป็นที่สุด คนทุกแบบที่มีอยู่ในหนังสือเล่มนี้มีอยู่จริงๆในประเทศ
รัสเชีย

เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ผู้แปลรู้สึกว่าผู้เขียนตั้งใจเขียนให้มี
ความสนุก ความอบอุ่น และสร้างหนังสือเล่มนี้ให้เป็นเหมือนหนังสือสีรุ้ง ถ้า
อยากรู้ว่าทำไมผู้แปลจึงคิดเช่นนั้น ขอให้ผู้อ่านทุกท่านที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้
จนจบแล้วลองหลับตานึกถึงเรื่องราวในหนังสือที่ได้อ่านไป ผู้อ่านก็จะเข้าใจว่า
ทำไม และเพื่อที่จะช่วยให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจหนังสือเล่มนี้ได้ง่ายขึ้น ผู้แปล
จะขอพูดถึงประเทศรัสเชียให้ได้รู้จักคร่าว ๆ ลักเล็กน้อย

ประเทศรัสเชียอยู่ในทวีปยุโรป ห่างจากเมืองไทยของเราประมาณ
7,054 กิโลเมตร มีเมืองหลวงชื่อมอสโคว มีฤดูกาล 4 ฤดู คือฤดูใบไม้ผลิ ฤดู
ร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว

ที่รัสเชียเวลาฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้จะมีสีล้ม แดง เหลือง สวยมาก แต่
ในฤดูหนาว อากาศก็จะหนาวมาก มีหิมะสีขาวเต็มไปหมด ทุกคนต้องใส่
หมวกกับรองเท้าที่บุฃนสัตว์ข้างในกันหนาว เด็กๆ ต้องแต่งตัวให้อบอุ่น ต้อง

ใส่หมวกที่มีที่ปิดหูอันยาวๆ เพราะถ้าไม่ปิดหูไว้ หูก็จะเย็นจนแข็ง เป็นสีแดง
และเจ็บมาก อันตรูฮาพระเอกของเราก็ใล่หมวกแบบนี้ในฤดูหนาว

บ้านของคนรัสเซียนไม่ได้แยกเป็นหลังๆ เหมือนบ้านของคนไทย แต่
จะมืลักษณะเป็นห้อง ๆ อยู่รวมกันในตึกใหญ่หลายสิบขั้น คนที่มืบ้านอยู่ใน
ตึกเดียวกันก็จะรู้จักกันเกือบหมด และถือว่าพวกเขาเป็นเพื่อนบ้านกัน การที่
ต้องมีบ้านแบบนี้ก็เพราะว่าที่รัสเชียอากาศหนาว ตึกจะช่วยกันลมได้ แล้วพวก
เขาก็ยังต้องใช้ท่อนํ้า ท่อแก๊สหุงต้ม เครื่องทำความร้อนด้วยกันด้วย บ้านของ
อันดรูฮาก็เป็นบ้านในตึกแบบคนรัสเซียนทั่วไป

แต่ในฤดูร้อน คนรัสเซียนจะมีความสุขมาก เพราะแต่ละครอบครัวจะ
มีบ้านที่เรียกว่าบ้านพักนอกเมือง บ้านพักนอกเมืองนี้จะเป็นบ้านหลังไม่ใหญ่
มาก แยกกันเป็นหลัง ๆ เหมือนบ้านของคนไทยเรา คนรัสเซียนจะไปพักที่บ้าน
นอกเมืองแค่ตอนฤดูร้อน พวกเขาจะปลูกผัก ผลไม้เก็บเอาไว้เผื่อในฤดูหนาว
ไปพักผ่อน ไปตกปลา ไปว่ายนํ้ากัน ถ้าผู้อ่านได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ก็จะเห็นว่า
อันดรูฮาของเราก็มืบ้านพักนอกเมืองอยู่ที่เมือง'ลูวาโรฟกา

เด็กรัสเซียนจะปิดเทอมไม่เหมือนกับเด็กไทย พวกเขาจะปิดเทอมใน
เดือนมกราคมเรียกว่าปิดเทอมฤดูหนาว แล้วก็ปิดอีกทีเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม
เรียกว่าปิดเทอมฤดูร้อน คะแนนการสอบของเด็กรัสเซียนจะแบ่งเป็นเกรด 1-5
เกรด 1 และเกรด 2 ถือว่าสอบไม่ผ่าน ต้องสอบใหม่ เกรด 3 คือพอใช้ เกรด
4ดี และเกรด 5 คือดีมาก เด็กๆ รัสเซียนจะถูกสอนให้เป็นเด็กดี ต้องสอบให้
ผ่านต้องเข้าห้องสมุดอ่านหนังสือ รักสัตว์ ขยัน และอดทนเหมือนๆ กับเด็กไทย
นั่นเอง

รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นี้คงจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจหนังสือเล่มนี้ได้
ง่ายขึ้น ผู้แปลขออนุญาตไม่แสดงความคิดเห็นของตัวเองเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี
มากไปกว่านี้แล้ว เพราะตั้งใจอยากจะให้ยู้อ่านได้อ่านหนังสือเองเลยดืกว่า

สุดท้ายนี้ผู้แปลต้องขอขอบคุณสำนักพิมพ์ที่เสือกแปลหนังสือ หมาของ
ผมรักดนตรีแจช จากรัสเชียเล่มนี้ให้ผู้อ่านคนไทยได้อ่าน ขอขอบคุณคุณสเวตา

จุคะนอวา ที่ช่วยตรวจแก้ภาษารัสเซียนในขั้นตอนการแปล ขอบคุณทุกๆคนที่
เป็นแรงบันดาลใจของผู้แปลซึ่งขอละชื่อเอาไว้ในใจเพราะเยอะมาก
ขอให้อ่านหนังสือเล่มนี้อย่างมีความสุขนะคะ

 

                                                                     จิตอำไพ เมืองสนธ

 

สาร'บ้ญ

 

หมาของผมรักดนตรีแจซ                                                                       21

โอ้! ไม้ถูพื้น, ไม้ถูพื้น, ความรักของผมอยู่ที่ไหน?                                   29

โมครืออีวานของเรา                                                                              39

เดี๋ยวพ่อมาถึงแล้วจะสนุกใหญ่                                                              45

สัตว์ประหลาดยักษ์จอมหม้ด                                                                 53

งานอดิเรก                                                                                             6า

เราทุกคนเป็นมนุษย์ต่างดาวบนโลกนี้                                                   69

ครูกวดวิชา                                                                                            75

นักเดินทางตกค้าง                                                                                 85

วันของปลา                                                                                           95

ตั๊กแตน                                                                                               107

ฟริซที่ถูกหาเจอ                                                                                  117

ต้นไม้กิ่งก้านแตกไบฃองผม                                                               133

หนึ่งเดียวในโลก                                                                                 147

ประว้ตผู้เขียน                                                                                      157

ประวัติผู้แปล                                                                                       158

 

                                                                                                         หมาของผมรักดนตรีแจซ

 

สำหรับผมแล้ว ดนตรีเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ขอแต่อย่าเป็นดนตรี
ชิมโฟนีหรือว่าเพลงสำหรับเด็ก ‘ปีเตอร์กับหมาปา’ ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ผม
ขอบดนตรีแบบที่นักดนตรีเล่นด้วยแซกโซโฟนสีทอง

ตอนนั้น ผมกับลุงเจเนียไปที่ศูนย์วัฒนธรรม ลุงเป็นหมอรักษาหูคอ
จมูก สำหรับลุงเจเนีย ดนตรีเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อตอนที่ราชาแจชผิวดำคน
หนืงเดินทางมาที่มอสโคว ทุกคนพากันขอให้เขาเซ็นชื่อลงบนแผ่นเสียง แต่ลุง
เจเนียไม่มีแผ่นเสียง ลุงเลยถลกเสื้อสเวตเตอร์ตัวนอกขึ้น แล้วราชาแจซก็เซ็น
ล''เยเซ็นลงบนเสื้อเชิ้ตตัวในให้ลุงด้วยปากกาเคมี

แล้วลุงเจเนียทำอะไรบ้างน่ะเหรอครับ ในคอนเสิร์ตที่ศูนย์วัฒนธรรม
ลุงทังเปาปาก ทั้งร้องตะโกน ทั้งปรบมือเชียร์ พอนักดนตรีเดินออกมาในชุด

 

                                                                 หมาของผมรักดนตรีแจช 21

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นักรบโบราณ สวมหมวกทำด้วยฟาง ถุงเท้าสีเขียว และเสื้อแขนยาวสีแดง ลุง
เจเนียพูด1ว่า “เอาละ อันดรูฮา ! เวลาอันอวบอิ่มเริ่มแล้ว”

ตอนแรกผมยังไม่เข้าใจ แต่พอเหินเงาสะท้อนของนักดนตรีบนฝาปิด
เปียโนสีแดง-ทองที่เริ่มเดินทอดน่องไปตามห้อง พร้อมกับเป่าเจ้าแซกโซโฟน
ของเขาไปโดยไม่มีโน้ตไม่มีเนื้อ ทันใดนั้นผมก็เข้าใจเลยว่า ‘เวลาอันอวบอิ่ม’
หมายถึงอะไร ผู้ชมอยู่ในอาการเสียสติ ลืมคุณสมบัติผู้ดีไปหมด พากันเอา
นกหวีดออกมาเปา ส่งเสียงดัง เขย่าลูกกุญแจเสียงดังแก?งกร๊าง กระทืบเท้า
บางคนก็เอาถุงใส่ถั่วขึ้นมาเขย่าด้วย !

นักดนตรีเล่นดนตรีเหมือนเป็นบ้า ส่วนผมมีแต่ความอยาก ผมอยาก
ดูเขา ในดนตรีนั้นอธิบายเกี่ยวกับผมหมดเลยครับ มันอธิบายถึงผมแล้วก็หมา
ของผม ผมมีหมาพันธุ้ดัช'ซุน มันซื่อปลาวาฬ ผม1ไม่มีอะไรต้องเสียใจที่มีหมา
แบบเจ้าปลาวาฬ ครั้งหนึ่งมันหายไป ผมแทบจะเป็นบ้า เที่ยวตามหามัน

“เหินไหม” ลุงเจเนียพูด “นักดนตรีแต่งเพลงนี้ตอนที่เขากำลังเดิน
ทั้งหมดออกมาจากตัวเขาเอง เล่นตามแต่ที่มันจะออกมา”

นั่นละที่มันเกี่ยวกับผม สนุกได้จากตัวเอง ที่น่าสนใจที่สุดคือ ตอนที่
กำลังเล่นอยู่แล้วไม่รู้ว่าต่อไปจะเป็นยังไง ผมกับเจ้าปลาวาฬก็เป็นแบบนั้น ผม
เล่นกีตาร์และร้องเพลง ส่วนเจ้าปลาวาฬก็เห่าและหอน ทั้งหมดไม่มีคำพูด ก็
ผมกับเจ้าปลาวาฬจะต้องใช้คำพูดไปทำไมกันล่ะครับ

ลุงเจเนียบอกว่า ผมมีความสามารถที่แอบซ่อนอยู่ แต่มันไม่ได้รับ
การพัฒนา ลุงยืนอยู่ สวมแว่น ผูกเนคไทพร้อมถือกระเป๋าเอกสาร

“ในโรงเรียนถือกันว่าลุงเป็นนักเป่าแตรทั๋ฝึมือไม่เลวคนหนึ่ง ลุงเกือบ
จะติดอยู่ในอันดับหนึ่งในสิบของประเทศแล้วเรื่องเครื่องเป่า”

“หรือบางทีอาจจะเป็นหนึ่งในห้า” ผมพูด
“แล้วก็เป็นหนึ่งในสามสิบของโลก”

“หรืออาจจะเป็นหนึ่งในยี่สิบ” ผมพูด

“แต่แล้วก็กลายเป็นแค่หมอรักษาหูคอจมูกธรรมดา ๆ”

“ลุงอย่าไปพูดถึงมันเลยครับ” ผมพูด

หมาของผมรักดนตรีแจซ 23

 

“อันดรูฮา” ลุงเจเนียตะโกนขึ้น “หลานยังหนุ่มแน่น เรียนแจชสิ ลุงนะพลาดโอกาสนั้นมาแล้ว ส่วนหลานยังมีเล้นทางชีวิตที่ไม่ธรรมดารออยู่ ที่ศูนย์วัฒนธรรมนี่มีห้องเรียนดนตรีแจช”ความเห็นของลุงตรงกับความเห็นของผมเลย ดนตรีแจซเป็นสิ่งที่ควรจะทำ แต่อุปสรรคมันอยู่ตรงที่ผมร้องเพลงคนเดียวไม่ได้ ต้องมีใครสักคนอยู่กับผมด้วย ใครก็ได้ แมลงวันสักตัวก็ยังดี แค่เสียงหึ่งๆ ของมันก็ช่วยกำจัดเจ้าความโดดเดี่ยวของผมได้แล้ว ส่วนเจ้าปลาวาฬน่ะเหรอครับ สำหรับมันแล้วการร้องเพลงเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ตังนั้นผมก็เลยเอามันไปทดสอบเข้าเรียนด้วยเจ้าปลาวาฬกินไล้กรอกจากตู้เย็นหมดทั้งแท่ง แล้วก็เดินนวยนาดด้วยอารมณ์แสนวิเศษเหนือคำบรรยาย ผมกับปลาวาฬฝึกร้องด้วยกันไม่รู้กี่เพลงต่อกี่เพลง เรามีความหวังล้นเหลือว่าจะได้เรียนแจชด้วยกันที่ศูนย์วัฒนธรรมนักดนตรีคนเมื่อวานเดินเข้ามาเจอเรา พร้อมกับถ้วยกาแฟ ไม่มีแซกโซโฟนสีทอง เขาคุกเข่าลงแล้วลูบที่หลังของเจ้าปลาวาฬอย่างเป็นมิตร ตอนนั้นเองถุงซาที่มีเชือกห้อยอยู่ก็หล่นออกมาจากกระเป้าเสื้อเชิ้ตของนักดนตรีเจ้าปลาวาฬไม่ซอบเลยเวลามีใครมาตบ ๆ มัน แต่นี่เป็นนักดนตรีมันก็เลยอดทนไว้ แต่แล้วเจ้าปลาวาฬก็อดไม่ได้ที่จะฃยํ้าถุงชาอย่างรวดเร็ว โดยปรกติมันจะกินทุกสิ่งทุกอย่างในระหว่างทางที่มันเดินไป แต่มันไม่ได้ทำด้วยความมุ่งร้าย แค่เพิ่มรสชาติให้กับชีวิตเท่านั้นผมถามขึ้นว่า “ห้องทดสอบเข้าเรียนแจซอยู่ที่ไหนครับ”“อยู่ที่ห้องที่สาม” นักดนตรีตอบที่ประตูห้องติดป้ายว่า ‘ที่ปรกษาสาขา คุณนาอีนา ปิโตรฟนา ชปา-รีนา’ ผมเคาะประตู รู้สึกกังวลมากเหมือนกับครั้งที่ผมกังวลที่สุดในชีวิต ก็คือตอนที่เจ้าปลาวาฬมันเคี้ยวแล้วก็กลืนรองเท้ายางกันนํ้าเข้าไป ผมเกือบจะบ้าไปเลย คิดอยู่แต่ว่ามันจะย่อยยางที่กลืนเข้าไปได้หรือเปล่าผู้หญิงสวย หุ่นดี จมูกยาว ๆ นั่งอยู่ที่เปียโน เหลือบมองมาที่ผมกับ                                                                                            

                                                       24 หมาของผมรักดนตรีแจซ                                                              หมาของผมรักดนตรีแจซ 23

เจ้าปลาวาฬด้วยสายตาเข้มงวด

“ผมอยากเรียนดนตรีแจซครับ”

ผมพูดเสียงดังและชัดเจน จะได้ไม่พากันคิดว่าผมเป็นคนขาดความ
มั่นใจ แต่คุณนาอีนา ปิโตรฟนากลับชี้ให้ผมดูที่ป้ายประกาศ บนป้ายเขียนเอา
ไว้ว่า ‘กรุณาพูดเสียงเบา’

แต่ผมพูดเสียงเบาไม่ได้ แล้วผมก็ชอบที่จะใช้ช้อนคนน้ำตาลในถ้วยชา
ให้มีเสียงดังก๊องแก๊ง ตอนนี้ถึงคราวที่จะต้องบังคับตัวเอง แต่ผมทำไม่ได้
“หมาเข้ามาไม่ได้” คุณนาอีนา ปิโตรฟนาบอก
“ปลาวาฬรักดนตรีแจซครับ” ผมพูด “ผมกับมันร้องเพลงด้วยกัน”
“หมาเข้ามาไม่ได้” คุณนาอีนา ปิโตรฟนายํ้า
ความยินดีปรีดาทั้งหมดลอยหายวับไปตอนที่ผมปิดประตูใส่หน้าเจ้า
ปลาวาฬ แต่เล้นทางชีวิตที่ไม่เหมือนใครที่ลุงเจเนียเคยปล่อยให้มันผ่านไปแล้ว
กำลังรอผมอยู่ ผมนั่งลงบนเก้าอี้ แล้วก็จับกีตาร์ขึ้นมา

ผมชอบร้องเพลง แล้วผมก็อยากร้องเพลง ผมจะร้อง ผมอยากร้อง
ผมต้องการร้อง !

“ควบคุมตัวเองด้วย!” คุณนาอีนา ปิโตรฟนาพูด “พูดเสียงเบาๆ
ค่อย ๆ ขยับตัว ตอนนี้เธอกำลังสร้างความอึกทึกอย่างรุนแรง”

คุณนาอีนายืนนิ่งเหมือนรูปปันของผู้บังคับบัญชาการ แล้วผมก็เริ่ม
ร้องไม่ได้ โอ๊ย ทำเสียงอะไรออกไปสักหน่อยก็ยังดี จะได้ไม่เงียบ ผมทำเสียง
กระทบกันของจาน เสียงนํ้าหยด และเสียงขยำหนังสือพิมพ์...

“หยุด !” คุณนาอีนา ปิโตรฟนาพูด มือของเธอเย็นเหมือนมือมนษย์

: - ๆ .                    *I *          ^        ,          1,                            ^ 1*2

น่าแข็ง “ใน-ทุ่ง-หญ้า-บิ-โร-ซา-ยืน-อยู่” เธอร้องและเล่นเปียโนด้วยนิวเพียงนิว
เดียว “เอ้า ร้องตาม”

“ใน-ทุ่ง-หญ้า-บิ-โร...”

“หยุด !” คุณนาอีนา ปิโตรฟนาบอก “เธอไม่มืหูสำหรับดนตรี เธอ
เข้าเรียนไม่ได้”

เจ้าปลาวาฬแทบจะล้มประดาตายเพราะความดีใจเมื่อเห็นผม “เป็น

หมาของผมรักดนตรีแจซ 25

 

 

ไง ! อันดรูฮา แจชน่ะ ? สอบได้ใช่ไหม” มันพูดด้วยท่าทางของมันพร้อมกับ
ฟาดหางไปมา

พอกลับถึงบ้าน ผมโทรฯไปหาลุงเจเนีย

“ผมไม่มีหูสำหรับดนตรี” ผมพูด “ผมเข้าเรียนไม่ได้”

“หูสำหรับดนตรี !” ลุงเจเนียพูดอย่างไม่ยี่หระ “หูสำหรับดนตรีมัน
ไม่มีความสำคัญอะไรเลย ถึงหลานร้องตามทำนองของคนอื่นไม่ได้ก็ไม่เป็นไร
เพราะที่หลานร้องเพลงเหมือนกับว่าไม่เคยมีใครร้องมันมาก่อน นันน่ะคือพรสวรรค์
อันแท้จริง คือดนตรีแจช” ลุงเจเนียพูดออกมาด้วยความภาคภูมิ “แจซไม่ใช่
ดนตรี แจซคือสภาวะของจิตใจ”

“ใน-ทุ่ง-หญ้า-บิ-โร-ซา-ยืน-อยู่” ผมร้องออกมาตอนที่วางหูโทรคัพท์
“ใน-ทุ่ง-หญ้า...”

ผมกำลังลืมตัวด้วยเสียงกว๊ากๆ ของกีตาร์ เจ้าปลาวาฬหอน เสียง
ประกอบด้านหลังคือเสียงติ๊กต่อกของนาพิกา เสียงกาต้มนำ เจ้าปลาวาฬทำ
เสียงหวูดของรถจักรและหวูดของเรือกลไฟ มันทำเสียงดังได้เสมอ มันรู้ว่าจะ
ทำให้วิญญาณที่กำลังอ่อนแอของผมดีฃึนได้ยังไง แล้วผมก็นึกได้ว่าว้นนันมัน
หนาวๆๆๆ ขนาดไหน ตอนที่ผมกับเจ้าปลาวาฬเลือกกันและกันทีตลาดขายนก
“ใน-ทุ่ง-หญ้า !!!”

จากความดีใจเท่าแมลงวัน ผมกับเจ้าปลาวาฬก็ทำให้มันใหญ่เท่ากับ
ช้าง ย่าเลยส่งเสียงดังออกมาจากในครัว

“เงียบเสียที เจ้าพวกจอมปวน” ย่าตะโกน
แต่เพลงก็ร้องออกมาแล้ว จะไม่ร้องก็ไม่ได้ด้วย

ลุงเจเนียกำลังรักษาต่อมทอนซิลให้คนไข้อยู่ จู่ ๆ ก็ได้ยินดนตรีแจซ
“เปิดเพลงแจซนี่ !” ลุงตะโกน “คุณพยาบาล เพิ่มเสียงให้ตังอีกหน่อย

ครับ”

“แต่เราไม่มืวิทยุนะคะ” นางพยาบาลตอบ

 

                                                                                                            26 หมาของผมรักดนตรีแจช

 

นักดนตรีคนเมื่อวานชงซาถุงใหม่ แล้วก็เกิดควๅมคิดอันบ้าบิ่นขึ้นมาว่า
จะเล่นให้ร้อนแรงยิ่งขึ้น เล่นโชโลด้วยแซกโซโฟน โดยมีเสียงหวูดของรถจักร
เป็นเสียงประกอบ ไม่—ให้เป็นเสียงหวูดของเรือกลไฟดีกว่า !

ทีเมืองนิวออลีนส์ ราชาแจซผิวดำรู้สึกประหลาดใจกับตัวเองมาก ที่
อยู่ๆ เขาก็ร้องด้วยเสียงแหบห้าวออกมาว่า

“ใน-ทุ่ง-หญ้า บิโรซายืนอยู่ ! ในทุ่งหญ้าบิโรซาใบหยักยืนอยู่ !”

แล้วทั้งเมืองนิวออสีนส์ก็ตังกระหึ่มก้องว่า
“ผู้-คน ผู้-คน ยีนอยู่ ! ผู้-คน ผู้-คน ยีนอยู่ !”

 

                                                                                                          หมาของผมรักดนตรีแจช 27

 

ผมเพิ่งจะค้นพบตอนนี้เองว่า ผมเอาขาพาดไว้ที่คอของตัวเองได้ ผม
มัวแต่ยุ่งกับการ!,อาขาพาดคอ จนกระทั่งไม่ทันสังเกตว่า คุณครูสอนวิชาวาด-
เขียน ครูวาสิลิ วาสิเยวิซ อัฟเดเยนโก มาหาเราที่บ้าน

“ผมได้ยินว่า เวลาอยู่ในห้องเรียน ลูกชายของคุณวาดแต่รูปสัตว์
ประหลาดอยู่ตลอดเลยครับ”

“แล้วจริงๆ ต้องวาดรูปอะไรคะ” แม่ถามอย่างตกใจ
“กระเช้าใส่ดอกรามาซกะกับดอกหญ้าครับ” ครูวาสิลิ วาสิเยวิซตอบ
แม่ “ผมเอาเปลือกข้าวโพดแห้ง ผลไม้พลาสติกใส่ในจาน ลูกแก้วหมอดูยิปซี
มาให้ดูเป็นแบบ แล้วก็ให้หัวข้อ ‘ขบวนพาเหรดที่จัตุรัสแดง’ ‘การเก็บเกี่ยวผล
ผลต’ ‘ภาพเหมือนของยู้นํๅกา5ปฏิวัติฃองคิๆ11ๅ’ แต่เขากลับวาดแต่รูปสัตว์

 

 

                                                                                                                 หมาของผมรักดนตรีแจช 29

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ประหลาด แล้วก็สัตว์ประหลาด ! ครอบครัวของคุณเป็นครอบครัวที่มีความสุข
หรือเปล่าครับ”

“มีความสุขค่ะ” แม่ตอบ

“แล้วอันโตนัพ่* เป็นลูกที่เกิดจากความต้องการหรือเปล่าครับ”

“เป็นลูกที่เกิดจากความต้องการค่ะ” แม่พูด “คุณครูเข้ามาข้างในเถอะ
ค่ะ เรากำลังจะทานอาหารกลางวันกันพอดี”

ผม พ่อ และครู1วาสิลิ วาสิเยวิช กำลังนั่งรออาหารกลางวันกันอยู่
อาหารกลางวัน'ฝืมือแม่เนี่ยต้องรอนานเป็นวัน ๆ เลยครับ
แล้วพ่อก็พูดขึ้นว่า

“ลูเชีย ! พวกเราไม่ใช่คนที่รักการอดทนรอ เสียเวลาถึงสี่ชั่วโมง เพื่อ
กินอาหารกลางวันหรอกนะ”

“อาหารเรียกนํ้าย่อยค่ะ” แม่อธิบาย “สลัด'ยู่อัด ใครกินยู่อัดไปก่อน
จะได้กินแค่หอมหัวใหญ่หัวเดียวเท่านั้น”

จนมาถึงซุป พ่อกินหมดไปสามซ้อนแล้วตะโกนขึ้นว่า
“ฟู ! ผมกินซุปแบบนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว มันเหมือนกับอาหารประจำชาติ
แต่ไม่รู้ว่ามันเป็นของชาติไหน”

“ถ้าคุณจะติฉัน” แม่ไม่พอใจ “ฉันก็จะไปนอนหลับแบบเจ้าหญิงนิทรา
ตายแล้วฟิน แล้วก็หลับ แล้วก็จะไม่ทำงานบ้านเลย ส่วนคุณ...มิคาอิล คุณไม่
มีวันที่จะไปแต่งงานกับใครได้อีก ถ้าฉันยังมีชีวิตอยู่.,.”

ในอาหารจานหลัก แม่ทำสตูไก่ ไก่ของแม่ทำความสะอาดไม่ดี เป็น
สดูไก่ทีกลิ่นตุ ๆ เอามาก ๆ

“พอที !” พ่อร้องตะโกน ความหิวเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจ พ่อ
สามารถจะตายเนื่องจากคๆๆมหิๆท่ามกลางอาหารมากมายได้ หรืออาจจะแยก

ชอฃอง'ชาวรัลเชียVเจะมีลามส่วน คือ ชื่อรอง ชื่อพ่อ นามลกุล เช่น อันเดร มิคาอิโลวิช
อันโตนัพ่ โดยอันเดรเป็นชื่อจริง มิคาอิโลวิชคือซื่อที่แลดงให้!ว่าพ่อของเขาชือมิคาอิล และ
®นโตนัพ่ คอนามลกุล ส่วนชือทีเรียกกันในครอบครัวและเพือนลนิทกิย่อมาจากชือจริง
อันเดร เรียก อันดรูฮา มิคาอิล เรียก มิชา

 

 

                                                                                                                                                    หมาของผมรักดนตรีแจซ 31

 

ทางกับแม่ได้เพียงแค่แม่ทำอาหารเค็มไม่ได้ที่เท่านั้น

“พ่อของลูก” แม่พูด “ชอบละลายนํ้าแข็งในซ่องทำนํ้าแข็งในดู้เย็น

มาก”

“นั่นไงพ่อก็เลยเป็นหวัด ปวยแล้วก็ตาย” พ่อพูด
“ฉันอยากจะเป็นนักบวชซาวญี่ปุน” แม่พูด

“แต่ผมชอบกินอาหารที่ไม่อร่อย” ผมพูด “ผมทำให้ตัวเองชินกับอาหาร
ที่ไม่อร่อย อากาศที่แย่ เพื่อว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ผมจะได้พร้อมเสมอ”

“ผมชอบอาหารที่คุณปรุงครบ” อยู่ๆครูวาสิลิ วาสิเยวิซก็พูดขึ้น เขา
กลายเป็นคนอ้วนไปเลยเมื่ออยู่ท่ามกลางพวกเรา เราทุกคนผอมแห้งแรงน้อย
ตัวเป็นสีน้ำเงินเหมือนยายแก่ ๆ โทรม ๆ

“โดยปรกติ ในเรื่องของอาหาร คนเราพยายามทำตามที่เคยทำกัน
มาแล้วเป็นศตวรรษๆ คนรัสเซียนชอบนึ่ง ชาติอื่นๆ ชอบปลา แต่ผมให้ความ
สำคัญกับการคิดค้นทดลองในทุก ๆ เรื่อง แม้แต่ในเรื่องที่ไม่ควรเสี่ยงอย่างเช่น
เรื่องอาหาร”

“ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน” พ่อพูดเสียงตัง “ตราบใดที่ร่างกายของ
ผมจะไม่เปลี่ยนไปเหมือนกับแมลงตัวเล็ก ๆ พันธุ้ใดพันธุหนึ่ง !”

“ฉันจะเปลี่ยนรายการอาหารให้ค่ะ” แม่สัญญา
“อย่าไปฟังใครทั้งนั้นครับ” ครูวาสิลิ วาสิเยวิซพูด “ใครก็ตามที่ได้กิน
อาหารของคุณ ก็ไม่มือะไรสามารถหยุดเขาไม่ให้กินต่อได้ แม้จะมือันธพาล
มาถือปีนยืน'ยู่อยู่ก็ตาม”

“คุณน่ะคิดอะไรแบบเด็กๆ” พ่อตะโกน

“ผมซอบวงล้อมของครอบครัวที่อบอุ่น” คุณวาสิลิ วาสิเยวิชลุกขึ้นจาก
โต๊ะ “มันช่างคล้ายกับสวรรค์เลยครับ”

“ดิฉันอยากเป็นนักร้องเพลงแจชสูงอายุค่ะ” แม่พูด

อีกสองวันต่อมาเขาก็โทรฯมาหาเรา

“ผมเป็นไข้หวัดเจ็บคอครับ” เขาพูดด้วยเสีย

 

32 หมาของผมรักดนต่รีแจซ

 

 

ข้างนอก แล้วก็จากข้างใน ขอแอสไพรินด้วย !”

ครูวาสิลิ วาสิเยวิช บอกที่อยู่แล้วก็1วาง‘เ^โทรศัพ่ท์ไป
ส่วนเราคือผมกับพ่อถูกส่งให้ไปดูอาการเขา ครูวาสิลิออกมาหาเราด้วย
อาการสะลืมสะลือ มีหนวดสันๆ ระเกะระกะที่แก้ม หน้าต่างปิดม่านมิดชิด แสง
ส่องเข้ามาไม่ได้เลย ภาพเขียนหลายภาพของเขา เป็นภาพการผจญภัยของใคร
คนหนึ่งที่อยู่ที่ค่ายกักกันทหาร

“นี่คุณวาดเองเหรอครับ” พ่อพูด
“วาดเองครับ”

“สวยมาก” พ่อซม
ครูวาสิลิ วาสิเยวิซ เข้ามาจับมือพ่อ
“คุณเป็นคนเดียวที่เข้าใจผม” เขาพูด
พ่อนวดคอให้ครูวาลิลิด้วยนํ้ามันอย่างเงียบ ๆ
จากนั้นเราก็นั่งเล่นที่ข้างหน้าต่าง นั่งมองดูดวงดาวส่องแสงประกาย
แล้วผมก็ร้องเพลงให้พวกเขาฟังตั้งสองเพลง คือเพลง ‘ชีวิตของเราคือความ
ขมขื่นอันแท้จริง’ กับเพลง ‘โอ้ ! ไม้ถูพื้น ไม้ถูพื้น ความรักของผมอยู่ที่ไหน’
ครูวาสิลิ วาสิเยวิชกอดผมแนบกับอกของเขา

“อันโตนัพ่ ไม่ใช่เรื่องเศร้าเลยที่เธอเป็นนักเรียนที่สอบได้แค่เกรดสอง”
ครูพูด “กวีไม่จำเป็นต้องใช้วิชาคณิตศาสตร์ รวมๆ แล้วกวีไม่จำเป็นต้องใฃวิซา
อะไรเลย ไม่ต้องใส่ใจแม้แต่ประวัติศาสตร์ พื้นฐานธรรมชาติ ภาษารัสเชียน...”
ตอนที่เราจะกลับบ้าน พ่อถามขึ้นว่า

“คุณชอบอาหารที่ลูเชียของผมปรุงจริง ๆ เหรอครับ พูดจริง ๆ เลยครับ
ไม่ล้อเล่น”

“ไม่ชอบหรอกครับ” ครูวาสิลิ วาสิเยวิชตอบ “แต่ผมเหินใจเธอ เธอ
น่ารักออกแบบนั้น ผมจะไม่พูดอะไรที่จะทำให้เธอไม่พอใจ ถึงผมจะเป็นคนที่
พถืฟ้ถันเรืองอาหารมากก็!.ถอะ”

“แต่ฟังนะครับ” พ่อพูดเสียงกระซิบพร้อมกับจ้องตาเขม็ง “เก้าปีแล้ว
^ผมขอฬ้งเธอไม่ให้ใช้มืดที่มีกลี่นสนิมทำกับข้าว จมูกของเธอไม่ทำงานเอาซะ

หมาของผมรักดนตรีแจข 33

 

เลย ส่วนเรื่องการได้กลิ่นของผม จมูกไวอย่างกับแม่ชีชาวอังกฤษเลย แต่ไม่
ว่ายังไง เธอก็ยังใช้มีดที่มีกลิ่นสนิมหั่นอาหารอยู่ มันทำให้ผมถึงกับเสียสติเลย
ครับ”

“อย่างงั้น ต้องทำอย่างไรดีล่ะ” ครูวาสิลิ วาสิเยวิชเว้นวรรคไว้นาน
“ต้องทำลายการรับรู้ทางกลิ่นซีครับ”

ไม่นานเขาก็หายปวย แล้วพวกเราก็เชิญครูมาหาเราที่อูวาโรฟกา บ้าน
นอกเมืองของเรา ตอนนั้นเพิ่งจะเป็นต้นเดือนกันยายน ครูเที่ยวสำรวจตามตลาด
สด ไปดูว่าคางคกมันอยู่กันยังไงใต้ใบไม้ที่ร่วงหล่น แล้วก็เก็บลูกผลไม้ป่าไว้ใน
ถ้วยแก้วด้วยรอยยิ้มอันแสนสุข

“ต้องพันผ้าพันคอ” พ่อแนะนำเขา “วาสิลิ วาสิเยวิช คุณมีจุดอ่อน

ทีคอ”

“เขาตั้งใจจะทำให้เราเป็นห่วง” แม่พูดแล้วเอาผ้าพันคอไปให้เขาที่ประตู

ทางเข้า

ครูมีท่าทางดีใจมาก เขาตรงไปลูบไล้ต้นไม้ แต่1ไม่1ได้เด็ดลูกแอปเปิล
ออกมาจากต้น

“ไม่มีอะไรวิเศษกว่านี้อีกแล้ว” ครูพูดและมองดูลูกแอปเปิลที่กำลัง

จะสุก

“แล้วลูกพีชที่กำลังจะสุกล่ะ” พ่อถามมาจากหน้าต่าง
“ก็ไม่เลว !”

“ลูกแพร์ที่กำลังสุกล่ะ !”

“ก็ไม่เลวเหมือนกันครับ !”

“แล้วต้นกกที่บึงนั้าล่ะครับ”

“ไม่มีอะไรเลิศวิเศษกว่านี้อีกแล้ว !” ครูวาสิลิ วาสิเยวิชตอบ
แล้วเราก็ต้มมันฝรั่งกินกับกระเทียม

“ดิฉันเตรียมกระเทียมอย่าง'งื้ค่ะ” แม่เล่า “ดิฉันแปรงฟัน ฉีดน้ำยา
ระงับกลิ่นปาก เคี้ยวกระเทียม แล้วก็เอากระเทียมใส่ลงไปในอาหารที่กำลังทำ

 

34 หมาของผมรักดนตรีแจช

 

อยู่”                                                    ^                                  ■11,,  น

“ประเทศรัสเชียของเรามีคนที...” พ่อพูดกระทบแม่ “ไม่ใช่คนทฉลาด
ที่สูดในโลก แต่เป็นคนที่กล้าบ้าบิ่นที่สุด”

“ลาก่อนสำหรับวันนี้” ครูวาสิลิ วาสิเยวิซพูดตอนลากลับ “อยากให้
คณรู้ว่าผมดีใจขนาด1ไหน ที่พวกคุณเป็นพวกคุณอย่างนี้”

“แล้วเจอกันอีกครับ” พ่อโบกมือลา

ตอนเช้าคุณวาสิลิ วาสิเยวิซ แต่งตัวอย่างหล่อ มาในชุดเสื้อกันหนาว
สืแดงพร้อมกับดอกไม้สี'ขาว เหมือนกับนกอกแดงเล็กๆในหิมะ

“บุคคลอันเป็นที่รักของผม” เขามองมาที่แม่ พ่อ และผมด้วยสายตา
ที่เติมไปด้วยความรัก “ผมอยากจะเสนออะไรบางอย่างให้พวกคุณ”

“เสนออะไร” พ่อถาม

“ผมอยากจะเสนอ...” คุณวาสิลิวาสิเยวิชพูด “มือแล้วก็หัวใจของตัว
ผมเองครับ”

“ให้ใคร ? !”

“ให้พวกคุณสามคนครับ” เขาพูด “ผมซอบพวกคุณมาก โดยเฉพาะ
คุณมิคาอีล คุณเป็นคนที่ต้อนรับคนอื่น มนุษยลัมพันธ์ดี ผมเอาถุงเท้าผ้าฝืาย
มาเป็นของขวัญให้คุณด้วย”

“คนดี คนน่ารัก” ครูวาสิลิ วาสิเยวิชหันไปหาแม่ “คุณเหมือนกับ
ดอกไม้ดอกนี้ พอคุณอายุมากขึ้น ผมจะซื้อแซกโซโพ่นให้คุณ มันจะเป็นภาพที่
แสนสวยงาม ยายแก่ตัวเล็กๆ ผอมๆ กำลังโชว์ลีลาการเปาแชกโชโพ่น...”

เกิดบรรยากาศความเงียบสงัดอย่างที่สุดขึ้น

“แต่ขอโทษด้วยนะ คุณวาสิลิ วาสิเยวิช” ในที่สุดพ่อก็พูดขึ้นมา “นี่
เป็นความคิดที่แสนพิสดาร มันย้งไงๆ อยู่นะ แล้วก็ขอบอกคุณตามความสัตย์
จริง,ว่าพวกเรามืครอบครัวที่เป็นเหมือนเซลล์เซลล์เดียวอันเหนียวแน่น”

“ความเป็นไปได้ของชีวิตไม่มืฃ้อจำกัดนะมืซา” แม่พูดขัด “ฉันเข้าใจ
แล้วว่าผู้ชายในอุดมคติของฉัน ไม่ใช่แค่เป็นคนหสังโก่งหน่อยและผอมๆ แต่ตัว
เล็กๅ แล้วก็ป้อมๆด้วย”

 

หมาของผมรักดนตรีแจช 35

 

“คุณทำร้ายจิตใจผม” พ่อคราครวญ “คุณวาลิลิ วาสิเยวิซเป็นจิตรกร
เขาจะระบายสีบ้านเราทั้งบ้าน”

“ผมจะทำอย่างระมัดระวังครับ แล้วคุณจะได้เห็น” ครูวาสิสิ วาสิเยวิช

ขอร้อง

“ไม่เอาน่ะ ครอบครัวเป็นอะไรไป” พ่อตะโกน “ครอบครัวสิงโตเหรอ
หรือว่าเป็นเผ่า ตูม บ-ยูมบา คุณวาสิลิ วาสิเยวิชที่รัก พวกเรายินดีที่ได้พบคุณ
เราจะทำอาหารเย็นกินด้วยกันก็ยังได้ แต่...”

“ไม่ต้องมีอาหารเย็นดีกว่า” แม่ห้าม “มันต้องเสียเวลาทำนานมาก !”
“ทำไล้กรอกก็ได้” พ่อกระซิบ “โธ่ ลูเซิย ! ผมทำอะไรผิดเหรอ ผม
พูดคำหวานกับคุณน้อยเกินไปเหรอ”

แม่เดินเข้าไปใกล้พ่อแล้วจ้องมองที่หน้า

“คุณเป็นคนที่ดีที่สุดฃองฉัน เป็นคน’ที่ฉันรักที่สุต เป็นมีชาคนเดียว
ของฉัน” แม่พูด

“แล้วเขาล่ะ” พ่อถามเสียงดุ
“ส่วนเขาก็เป็นวาเชียหนึ่งเดียว”

“ผมขอร้องละนะ เป็นครอบครัวของผมเถอะครับ” ครูวาสิลิ วาสิเยวิช
คว้ามือพ่อไว้ “เราจะจัดงานฉลองมีขบวนแห่แบบบราซิล เราจะเต้นรำกัน นุ่ง
ผ้าผูกเอวแบบชุดชาวเผ่า แล้วก็ก่อกองไพ่แบบเบงกอล เราจะได้เห็นฟ้าที่สวย
แสนสวย”

“รับเขาไว้เถอะ!” ผมกับแม่ตะโกน “รับเขาไว้” แล้วเราก็ร้องไห้
“เอาละ ก็ได้” พ่อพูด “ขอแต่อย่าร้องไห้นะ”

เราอยู่กันอย่างมีความสุขจริง ๆ ตอนนี้ผมกับแม่ก็มืพ่อสองคน พวก
เรากินอาหารกันแค่ครั้งเดียวในหนึ่งวัน แต่กินกันอย่างอิ่มมาก อิ่มไปจนถึงดึก

ทุกวันอาทิตย์ ยายจะมาหาพวกเราพร้อมกับเนื้อปันก้อน

“อ้าว ! เนื้อปันก้อน” ครูวาสิลิ วาสิเยวิซพูดขึ้นตอนที่เห็นยาย

“หาลูกเขยได้ยากแสนยาก” ยายดีอกดีใจ “ลูกเขยที่จะรักแม่ยายของ

 

36 หมาของผมรักดนตรีแจช

 

1^เองเหมือนกับ,ว'11เชียและ:มี'ซาของฉ้น”

พ่อกับครู'วาสิลิ วาสิเยวิชนอนห้องเดียวกันกับผม เรานอนเอาปลายเท้า
ๆ(นกัน แม่เดินเข้ามาดู ห่มผ้าให้ทั้งสองคนนั้น มองดูผม จูบผม แล้วกิกลับ
ไปที่ห้องนอนของตัวเอง

แล้วพวกเขากิไปร้านขายของด้วยกันอย่างสามัคคีปรองดองมาก
“มา เราจะถือให้” ทั้งสองคนตะโกนบอกแม่ “ทุกถุงเลย ! ทุกอย่าง !
ทกสิง ! ทั้งหมด ! เอามาทั้งหมดเลยนะ ! ไม่อย่างงั้นเราจะมีผู้ชายเอาไว้ทำไม”
“เอาไว้รักพวกเขาไง” แม่ตอบ

“ไม่” สองคนตะโกนลั่นถนน “เอาไว้หิ้วของหนัก ๆ ให้ต่างหาก ส่วน
เธอก็จะถือแต่ดอกไม้กับผักชี”

ครูวาสิลี วาสิเยวิชยืนยันจะให้พวกเราใช้นามสกุลของเขา ก็จะได้
นามสกุลว่า อ้นโตนาวือ-อ้ฟเดเยนโก แต่พ่อผมวางเงื่อนไขว่า ครูก็จะต้องมี
นามสกุลเป็น อ้ฟเดเยนโก-อันโตนัฟ

มีเพียงครั้งเดียวที่พวกเขามีความเห็นไม่ตรงกัน คือตอนที่ครูวาสิลิ วา-
สิเยวิซขอให้ผมใช้ชีวิตตามรอยเท้าเขา

“ต้องข้ามศพผมไปก่อน” พ่อพูด “ถ้าเป็นจิตรกร ชีวิตก็จะยากแค้น
มาก ไปเป็นทหารยังดีกว่า ได้รับแจกเสื้อผ้า มือาหารให้พ่รี”

“มิคาอิล” ครูวาสิลิพูดอย่างไม่ค่อยพอใจ “เมื่อคืนคุณเตะผม”

“ขอโทษร้อยครั้งเลยนะ” พ่อพูด “ผมฝืนว่าผมกำลังจมนำ”

ในระหว่างกินอาหารเช้า ครูวาสิสิ วาสิเยวิซก็พูดว่า เขาจะออกไปอยู่
กับครอบครัวอื่น เราเกือบจะตายเพราะความเศร้าเมื่อได้ยิน

“วาสิสิ วาสิเยวิช” พ่อพูด “พวกเราทำอะไรไม่ดีเหรอ พวกเราพูด
คำหวานกับคุณน้อยไปเหรอ”

“ผมมิความจำเป็นสำหรับที่โน่นมากกว่า” ครูวาสิลิ วาสิเยวิซตอบ
แม่ร้องไห้ พ่อเดินวนไปมาเหมือนเสือติดจั่น

“คิดยังไงก็คิดไม่ออก” พ่อพูด “จะอยู่ทั้งที่โน่นแล้วก็ที่นี่ในเวลาเดียว
กันไม่ได้เหรอไง”

 

หมาของผมรักดนตรีแจช 37

 

“ถ้าครอบครัวนั้นรู้เข้า เขาคงจะไล่ผมออกจากบ้านแน่เลย” ครู1วาสิลิ
วาสิเยวิ'ชอธิบาย

“บางทีคนเราก็ไม่จำเป็นต้องทำตามข้อกำหนดเสมอไป !”

โอ้ ! ไม้ถูพื้น ไม้ถูพื้น ความรักของผมอยู่ที่ไหน
ตอนที่ครู'วาสิลิ วาสิเยวิชแยกจากเราไป เขาให้เปลีอกข้าวโพด
แห้งไว้เป็นของขวัญกับเรา

 

38 หมาของผมรักดนตรีแจช

 

โมครืออีวานของเรา

 

ผมกลับมาจากโรงเรียน เห็นแม่กำลังนั่งเศร้าอยู่ใกล้ๆ ต้นสนที่
ตกแต่งประดับไฟ แม่พูดขึ้นว่า

“จบแล้ว อันดรูฮา ต่อไปนี้จะเหลือแต่เรา พ่อเขาเลิกรักแม่แล้ว วันนี้
ตอนเช้าเก้าโมงสี่ลิบห้า พ่อไปตกหลุมรักผู้หญิงคนอื่นแล้ว”

เป็นอย่างงั้นได้ยังไง ผมไม่เชื่อหูตัวเอง ตกหลุมรักผู้หญิงคนอื่นที่ไหน

กัน !!!

“พ่อหลงรักหมอฟันของพวกเรา คุณคาราโคซาวา” แม่บอกเศร้าๆ
“ตอนทีคุณคาราโคชาวาถอนฟันให้พ่อ มีซา-พ่อของลูกก็รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้คือ
^งในฝืนของเขา”

พอเหมาะพอเจาะเลย ! พรุ่งนี้เป็นวันปีใหม่ วันแห่งของขวัญ วันที่จะ

 

หมาของผมรักดนตรีแจช 39

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มีสิงดีๆ เกิดขึ้น แต่พ่อผมกลับลุกขึ้นมาทำอะไรแผลงๆ

ผมกลัวที่จะมองดูโมครืออีวาน มันคือดอกไม้ของเรา เป็นไม้เลี้ยงใน
ห้อง มันขาดพ่อไม่ได้แม้แต่วันเดียว แค่พ่อหายไป่จากรัศมีสายตาของมัน ไป
พ่กร้อนหรือไปดูงานต่างเมือง โมครืออีวานของเราก็จะสลัดใบทิ้ง ยืนอยู่กับ
ลำต้นโล้นโกร่นไม่มีใบ ถ้าพ่อยังไม่กลับมา ถึงจะรดนํ้ามัน ใส่ป้ยให้มัน มันก็
'เม่ใช่โมครืออีวานแล้ว แต่กลายเป็นน้องอีวานใบโกร่น
อีวานเศร้าเสียยิ่งกว่าเมฆฝนดำทะมึน

“พ่อจัดข้าวของใหม่ๆ ลงในกระเป้าเดินทางใบใหม่” แม่เล่า “แล้ว
พ่อก็บอกว่า อย่าเศร้าเลยนะ พ่ออยู่กับแม่ เมฆก้อนเดียวกันลอยอยู่เหนือเรา
พ่อจะมองไปที่หน้าต่างแล้วคิดว่า เมฆก้อนเดียวกันนี่แหละที่กำลังลอยอยู่เหนือ
ดูเชียของพ่อตอนน”

พ่อก็'พูดถูกน่ะซิเกี่ยวกับเรื่องก้อนเมฆ เพราะจริงๆ แล้วนักถอนฟัน
คุณคาราโคซาวา อยู่ที่ตึกข้างๆ ตึกของบ้านเรา ที่ตั้งตรงกันข้ามกับคลินิก
แน่นอนผมรีบแจ้นตรงไปหาพ่อทันที

เลิกรักได้ยังไง เลิกรักใคร แม่เหรอ? ย่าเหรอ? \)เหรอ? ชาซา
เหรอ? มันก็คงจะเหมือนกันกับที่ผมจะบอกหมาของผมว่า “ฉันเลิกรักแกแล้ว
ตอนนี้ฉันไปรักตัวอื่นแล้ว พันธุ'ยูลเทอร่เรียร์ !” ขนาดเจ้าปลาวาฬชาญฉลาด
รนาดนี้ มันยังไม่เข้าใจเลยครับว่าผมพูดถึงอะไร

ผมกดกริ่งประตู มีซา-พ่อของผมออกมาเปิดประตู
“เจ้าลูกซาย ยังไม่ลืมพ่อละชี”

ผมกอดพ่อ ดีใจที่ความรู้สึกของพ่อที่มืให้ผมไม่ได้น้อยลง แล้วคุณ
&าราโคซาวาก็ออกมา เธอใส่ที่ปิดหูกันหนาวด้วย เป็นที่ปิดหูแบบยุ่งเหยิงสีนํ้าเงิน
ทำให้หูอบอุ่นอยู่ในที่ปิดหู ในบ้านของเธอหนาวจนเหลือเชื่อ นั่งอยู่ที่นี่ยังกับเป็น
พวกนักสำรวจขั้วโลกเหนือ ตัวพ่อเป็นสีเขียวนํ้าเงินไปหมด

“หน่อเนี้อเชื้อไขของผมเอง” พ่อบอกเธอด้วยความภาคภูมิใจ “อัน-

ดเอา”

 

หมาของผมรักดนตรีแจช 41

 

ส่วนคุณคาราโคซาวาก็พูดว่า
“หนุ่มน้อยคนเก่ง”

พ่อพูดว่า

“เรามากินอาหารกลางวันกันไหม”

คุณคาราโคชาวาพูดว่า
“ต้องล้างมือก่อนกินอาหาร”

ระหว่างที่ผมล้างมืออยู่กับพ่อ พ่อก็พูดว่า

“คุณหมอคาราโคซาวา นาเดีย เป็นคนแจ่มใสร่าเริง มีการศึกษาดี
เธอมืความสนใจเรองรอบด้านอย่างหลากหลาย เธอเป็นนักหมากรุก เล่นปิงปอง

I น่ II * 1,1,''*                                ^                    *

เดินทางท่องเทียวมาแล้วสิบหกครัง มืห้าครังเป็นการเทียวแบบพายเรือ”

“สุดยอดเลย!” ผมพูด

ผมนึกขึ้นมาได้ทันทีว่า ครั้งหนึ่งแม่เคยพูดว่า “อันดรูอาจะโตขึ้นแล้ว
จากเราไป” แต่พ่อก็พูดว่า “มา เรามาสัญญากัน ถ้าใครคนใดคนหนึ่งจะไป
จากเรา จะต้องเอาเราไปอยู่ด้วย”

แล้วคุณคาราโคซาวาก็ยกไก่อบออกมา มันอยู่ในท่ามัมมืแบบอียิปต์
คือท้องกลมปองสีขาว หลังอวบเต็มและปีกวางไว้บนอก เธอจัดวางปีกไก่ น่อง
ไก่ และแตงกวาดองให้ผมกับพ่อ

“แตงกวานี่” พ่อพูดอย่างภูมิใจ “นาเดียดองในนํ้าลูกผลไม้ป่าสีแดง
ด้วยตัวเองเลย”

“ผักชีสำคัญอยู่ไม่น้อย” คุณคาราโคซาวาพูด “เพียงแต่ว่าผักชีต้อง
เก็บตอนที่มันออกใหม่ๆ” เห็นได้เลยว่าเธอรักพ่อฃองเราเอามากๆ เธอทำถูก
แล้ว! จะไปรักใครได้อีกล่ะในบรรดาคนไข้ นอกจากพ่อ นั่นน่ะพ่อของเรา ดู
พ่อกำลังเขมือบไก่เสียก่อน เห็นแล้วคงไม่มืใครคิดว่า ผู้ชายคนนี้เพิ่งถอนฟันไป
วันนี้เอง !

“นาเดียเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ยอดเยี่ยมมาก” พ่อพูดด้วยความนุ่มนวล
“ฉันชอบถอนฟันจ้ะ” คุณคาราโคชาวายิ้ม “คุณวันซเตนไม่ชอบถอน
ฟัน ฉันก็เลยถอนให้ตัวเองแล้วก็ถอนให้เขาด้วย” ดูชี เห็นไหม ช่างน่ารักอะไร

 

 

42 หมาของผมรักดนตรีแจช

 

 

อย่างนี้! พ่อสบตาผมบอกความหมายให้เข้าใจ พ่อพอใจมาก หนวดชี้ตรง
ตาเฎนประกาย แล้วพ่อก็เล่าเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับตัวเองตั้งยืดยาว

เรื่องเล่าของพ่อมีอยู่สามเรื่อง เรื่องแรกคือ พ่อทำอะไรทุกอย่างได้ดีกว่า
ใครๆ ถ้วยรางวัลและรางวัลที่หนึ่งนอนรอพ่ออยู่แล้ว ไม่หายไปไหน! พ่อคิดว่า
พ่อเป็นคนที่พิเศษ ไม่ใช่ใครที่ธรรมดาๆ

เรื่องที่สองคือ ครอบครัวที่พ่อเคยอยู่เมื่อก่อนนี้ (พ่อหมายถึงครอบครัว
ของผมกับแม่) ทุกคนพากันยกย่องว่าพ่อเป็นนักบุญ

“อันดรูฮา บอกซิว่าพ่อใจดีไหม” พ่อพูด “ผม1ไม่1ไช่คนจู้จี้เรื่องอาหาร
การกิน ผมรักใครรักจริง หลักการในชีวิตสองข้อของผมก็คือ อย่าหมดกำลังใจ
อย่าขายจิตวิญญาณ !”

เรื่องที่สามก็เกี่ยวกับว่า พ่อมีบทบาทสำคัญมากขนาดไหนในการดูด
ฝ่นและอุดรอยแตกหน้าต่าง และเพื่อไม่ให้เป็นแค่คำพูดลอยๆ พ่อเลยอุดรอย
แตกที่หน้าต่างของคุณคาราโคชาวาอย่างรวดเร็ว มันเป็นซ่องที่ลมพัดเข้ามาจาก
มหาสมุทร และเช่นกันถึงแม้คุณคาราโคซาวาจะขัดขวางเอาไว้ แต่พ่อก็ดูดฝ่นที่
เก้า! โซฟาและเตียงนอนให้เธอจนเรียบร้อย

“บางทีห้องของคุณอาจจะมีแมลงเล็กๆ หรือแมลงสาบ” ผมบอกคุณ
คาราโคโซวา “พ่อจะปราบมันจนไม่มีเหลือ”

“มีซาเป็นคนมากความสามารถ” เธอตอบด้วยความยินดีที่เก็บไม่อยู่

ผมเตรียมตัวกลับบ้าน พ่อออกมาล่งผมที่หน้าบ้าน พ่อผูกเชือกปีก
หมวกที่เอาไว้ปิดหูให้ผม พร้อมกับถามว่า

“ไม่มีพ่อแล้วพวกเราเป็นยังไงกันบ้างล่ะลูก เจ้าปลาวาฬยังอยู่ดีไหม
ต้องระวังให้ดี จะได้ไม่โดนขโมยของ ตอนนี้เปอร์เซ็นต์ของการขโมยเพิ่มขึ้นมาก
ลูกเองก็รู้ว่าปลาวาฬมันเป็นยามเฝืาบ้านแบบไหน”

เจ้าปลาวาฬมันจะตายเอาได้เพราะความรักที่มีให้กับคนแปลกหน้า ถ้า
ร่ ๅ มีพวกหัวขโมยบุกเข้าไปหาพวกเรา ปลาวาฬมันคงจะต้อนรับพวกโจรด้วย
ความยินดีแบบเหลือล้น และก็คงจะไม่มีวันลืมพวกโจรไปได้จนวันตาย

 

 

หมาของผมรักดนตรีแจซ 43

 

 

 

“แล้วโมครืออีวานเป็นยังไงมั่ง” พ่อถาม
อะไรบางอย่างฉุกขึ้นมาในอกของพ่อเมื่อคิดถึงอีวาน
“ฉันนี่มันเหลวไหลจริงๆ” พ่อพูด “นาเดีย!โมครืออีวานอยู่ที่บ้าน! นี่
รูปของเขา ในรูปนี้เขายังเล็กมาก เราเอาเขามาตั้งแต่ยังเป็นกิ่งอยู่เลย สำหรับ
เจ้าต้นร้อยปีผมไม่ห่วงหรอก มันจะไม่ตาย แต่อีวานขาดผมแล้วใบจะร่วง นา-
เดีย ! เข้าใจผมด้วยนะ แล้วก็ยกโทษให้ผมด้วย”

“ฉันเข้าใจจ้ะ” คุณคาราโคชาวาบอก “ฉันเข้าใจเธอ-มีซา เธอไม่ใช่คน
ที่จะทิ้งต้นไม้เลี้ยงในบ้านของตัวเองไปได้”

“ฉันอยู่กับเธอ !” พ่อตะโกน “เมฆก้อนเดียวกันลอยอยู่เหนือเรา ฉัน
จะมองดูเมฆแล้วคิดว่า เมฆก้อนเดียวกันนี้เองที่กำลังลอยอยู่เหนือนาเดียของ
ฉัน”

“คุณไปฉลองวันปีใหม่กับเรานะครับ” ผมพูด
“ขอบใจจ้ะ” คุณคาราโคชาวาตอบ

“แต่ลูเชียของผม” พ่อริบพูดไว้ก่อน “อบขนมพายไม่ได้นะ ลูเชียต้มไข่
ได้เท่านั้น”

“ไม่เป็นไร ฉันจะเอาขนมพายของตัวเองไปด้วย” คุณคาราโคโซวา
ตอบเบา ๆ

แล้วผมกับพ่อก็กลับบ้านพร้อมกับกระเป้าเดินทาง
ส่วนแม่ เจ้าปลาวาฬ โมครืออีวาน และแม้แต่เจ้าร้อยปีก็แทบ
จะใบร่วงเพราะความดีใจตอนที่เห็นผมกับพ่อจากทางหน้าต่าง

 

 

44 หมาของผมรักดนตรีแจช

 

 

 

เดยวพ่อมาถึงแล้วจะสนุกใหญ่

 

 

พ่อยังไม่กลับมา ส่วนผมนั่งรออยู่ที่บ้าน ต้มน้ำร้อนซํ้าแล้วซํ้าอีก
ผมคิดว่า เดียวพอกานํ้าร้อนร้อง พ่อก็จะมาปรากฏตัวตามเสียงของกา

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป แล้วก็อีกครึ่งชั่วโมงผ่านไป นาฬกาล่งเสียง “ปี !
ปี !” พ่อน่าจะโทรฯมาลักหน่อย โทรฯมาบอกว่า “พ่ออยู่ที่นั่นนะ อยู่ที่โน่นนะ
จะกลับตอนโน้น ตอนนี้ .” อันตรายต่างๆ ดักรอพ่ออยู่ทุก'ฝืก้าว พ่อของผม
ไม่มีอะไรคอยปกป้องเลย แล้วพ่อก็เป็นคนเชื่อคนง่าย อันธพาลคนไหนๆ ก็
หลอกพ่อได้ ทำให้พ่อตกใจหรือล่อให้ติดกับด้วยของใช้จุกจิกของผู้หญิง

ยิงไปกว่านั่น ในหนังสือพิมพ์ยังเขียนเอาไว้ว่า เดือนมิถุนายนนี้จะเป็น
วันสินโลก ผมก็ยิงกังวลเข้าไปใหญ่เลยเวลาที่พ่อไม่อยู่บ้าน
“เดี๋ยวพ่อมาถึงแล้วจะสนุกใหญ่” ผมคิดดังๆในใจ

 

 

หมาของผมรักดนตรีแจช 45



 


 


 

 

 

 

 

 

 

เพื่อจะได้ไม่เหงา ผมเลยเปิดแผ่นเสียงให้ดัง ให้โลกทั้งโลกได้เ
ยินกันทั่วหมด

ข้างบนเหนือห้องของเรา เหมือนมีใครบางคนกำลังเลื่อยอะไรบาง
อย่างอยู่ มันยากที่จะคิดว่าเขากำลังเลื่อยท่อนฟิน ผมคิดว่ามันคงเป็นเรื่องที่
ร้ายกาจกว่านั้นมาก

ส่วนตรงด้านล่างหน้าต่างเป็นลานซีเมนต์กว้าง ต้นหญ้าหายไป ลำธาร
ปาไม้อยู่ใต้ลานซีเมนต์ จัตุรัสกว้างสุดลูกหูลูกตา วันแสนวิเศษวันหนึ่งจะมี
จานบินบินมาที่นี่ มีการพบปะลังสรรค์ มีดอกไม้ วงดนตรีออร์เคสตรา แล้ว
จานบินก็จะบินจากไป เหลือแต่'ทุ่งซีเมนต์ไว้ตลอดไป

ผมมองดูท้องฟ้าทางหน้าต่าง ไม่มีมนุษย์ต่างดาวหรือไงนะ แล้วผม
ก็เหินจุดเล็กๆ เข้า

“โอ...โอ...” ผมทำเสียงตื่นเต้น แม้ว่าจริงๆ มันจะเป็นแค่จุดเปีอน
เล็กๆ ที่อยู่บนกระจกเท่านั้น

ที่ชั้นบน มีคุณยายอยู่

“เมียว ! เมี้ยว !” คุณยายร้องเรียกแมวพเนจร “เอ้านึ่ ! ไล้กรอก

ของแก”

ไล้กรอกตกดัง!]ม! แตกกระจุยแบนแต๊ดแต่ แมวเข้ามาดมๆ แล้วก็

เดินหนีไป

คุณยายเหินแมวไม่มีเพื่อน เลยโยนไล้กรอกให้แมวลงมาจากชั้นที่สิบ
หรือลิบเอ็ด แต่เจ้าแมวพเนจรกลับไม่สนใจ
ผมเลยตะโกนว่า

“เหมียว ! เหมียว ! ทำให้ยายเสียใจทำไม กินไล้กรอกซะ !”

แล้วผมก็หล่นลงมาจากหน้าต่าง

ในตอนที่ผมกำลังลอยอยู่ ผมได้ยินเสียงกลองรบดังใครบางคนที่อยู่ใต้
ซ้นของเราเปิดแผ่นเสียงนี้ทุกๆ เย็น เมื่อก่อนผมวาดภาพว่า เขาคงจะเดิน

 

 

หมาของผมรักดนตรีแจซ 47

 

 

 

ลวนสนามพร้อมกับเพลงนี้ แล้วก็ทำท่าขึงขังเหมือนท่าคาราเต้ แต่ในตอนที่ผม
กำลังลอยผ่านขันนัน ผมก็มองเห็นว่า เขานั่งอยู่ที่เก้าอี้นวมพร้อมกับปิดตาและ
ฟังดนตรีอยู่

ส่วนขันที่ตํ่าลงมาอีกคือ คุณโวยเชกอฟ เขามีกล้ามอก จมูก หนวด
ที่น่าเกรงขาม เขาเป็นซาวเมืองโอเดสสา* ร่างกายของเขาแข็งแรงแน่นปัง ที่
โอเดสสา คนแบบพวกเขาเป็นที่ต้องการ เพื่อเอาไว้ฟาดฟันศัตรู คุณโวยเซกอฟ
เป็นนักสะสม เขาสะสมขวด ผมไม่เคยเห็นขวดเยอะแยะขนาดนี้มาก่อนเลยครับ

แล้วนั่นก็คือคุณเลเดรมัน เขาเป็นจิตรกร ในมือเขาถือแท่งไม้ยาวๆ มี
กุหลาบกับแผ่นไม้บาง ๆ ติดอยู่ เป็นปัายประท้วงที่เขียนเอาไว้ว่า ‘ผู้คนทำร้าย

ช่างอยู่อย่างมีความสุขเหลือเกินบนโลกใบนี้ ถ้ารู้'ว่า เราจะไม่มีวัน

ตาย !

ผมตกลงมาแล้วก็นอนนิ่งเหมือนนกที่ถูกยิง แล้วคุณโซราดิน เพื่อน
บ้านของเราก็เอามือผอม ๆ ที่มีแต่กระดูกของแกมาอุ้มผมไปที่หน่วยแพทย์ฉุกเฉิน

ผู้ช่วยพยาบาลสองคนพาผมมาส่งที่บ้าน พวกเขาวางผมลงนอนแล้วก็
ออกไป ส่วนผมก็รู้สึกว่าได้กลิ่นอะไรบางอย่างเหม็นไหม้

เพราะผมยกกาน้ำออกจากเตา แต่ไม่ได้ปิดเตา ! เตาเลยไหม้จนกลาย
เป็นสีแดงแจ๋ มันไหม้อยู่ในที่มีด มองดูเหมือนดาวอังคาร รอบๆ เตามีช้อนไม้
แผ่นไม้กระดานรอง ผ้ายาง ผมมองไปรอบๆ ผมกำลังอยู่ท่ามกลางกองไฟเลย
ครับ !

แต่โชคดีที่ท่อนํ้าเกิดรั่ว แล้วน้ำก็เริ่มไหลเจิ่ง

คุณโวยเซกอฟขนมาพร้อมกับสวิงทันทีทันใด ภรรยาของเขา คุณ
มามูนยาตามหลังเขามา ชื่อของเธอเป็นชื่อแบบโอเดสสาแท้ ๆ

“ฉันกับมานูนยามีรองเท้าแตะ” คุณโวยเซกอฟตะโกน “มันลอย

 

 

* เป็นเมืองหน้าด่านป้องกันประเทศ เพราะฉะนั้นซาวเมืองนี้จึงมืโอกาลต้องต่อสักับศัตเ
อยู่บ่อย ๆ

 

 

48 หมาของผมรักดนตรีแจช

 

 

 

ละล่องไปทั่วห้อง ยังกับเรือหาปลา !”

ปกติคุณจิตรกร เลเดรมัน เป็นคนดีประเสริฐ มีความคิดที่เลอเลิศ
11เๆพูดอย่างคาดหวังว่า “อันดรูฮา ! เอาเงินมาให้ฉันสำหรับการซ่อมด้วย !”

คุณโซราคินจับท่อประปาด้วยมือผอม ๆ เอาตัวทั้งตัวกดทับมันไว้ ป้อง
กัน'พวกเรา'ไว้'จากกระแส'น้'าที่แรงมาก มีเพียงคนเดียวในบรรดาเพื่อนบ้านชั้นล่าง
ที่ไม่ได้ขึ้นมา เขาคงไม่สนใจอะไรอย่างอื่นหรอก ในเมื่อเสียงกลองของเขายังคง
ดังอยู่ !

ช่างประปามาถึง เขามีตาสีน้ำทะเล คุณโวยเซกอพ่กับคุณมานุนยา
ดุณโชราคินและคุณเลเดรมันอยู่ในอาการสงบแล้ว และแยกย้ายกันกลับไป
ตามบ้านของตัว แต่ช่างประปายังไม่เริ่มต่อท่อ เขาไม่พอใจว่าที่บ้านของผมนอก
จากนํ้าท่วมแล้วยังมีไฟไหม้อีก

“ถ้าเกิดมามีพรสวรรค์เป็นช่างประปา ก็ต้องทำงานเป็นช่างประปา
เท่านั้น !” เขากระแทกประตูโครมแล้วออกไป

ทีนี้ผมไม่ใช่แค่จะถูกไฟไหม้ แต่จะจมน้าตายด้วยครับ แล้วเรื่องยุ่งๆ
ของผมก็เพิ่มมาอีก เพราะว่ามีหัวขโมยกับนักฆ่าโผล่เข้ามา

หัวขโมยและนักฆ่าคนหนึ่งใส่สนับมีอที่มีหน้าตาคล้ายกับขากรรไกร
ของสัตว์โบราณที่มีฟันสีเหลืองๆ หลายชี่ ที่แขนของเขาเขียนว่า ‘โคเสีย’ คน
ที่สองบีบที่เบ่งกล้าม รูปร่างเหมือนห่วงกลมๆ ที่เอาไว้ให้เด็กเล็กๆ กัดเวลาที่
ฟันจ ะขึ้น แขนของเขาเขียนไว้ว่า ‘วาเชีย’

“พ่อนะพ่อ!” ผมคิดไปถึงพ่อ “ไม่ต้องรีบมาหรอก ช้าๆ ก็ได้ แล้ว
พ่อจะต้องเสียใจทีหลัง”

ผมพยายามทำท่าเป็นนัยๆ เพื่อให้วาเชียกับโคเสียออกไป ผมไม่
สะดวกที่จะบอกพวกเขาตรงๆ แต่พวกเขาไม่เข้าใจการบอกใบ้ของผม โคเลียเอา
แซนด์วิชออกมาจากกระเปาเสื้อ แซนด์วิชนี้ยายของเขาเป็นคนทำให้ เขากินแล้ว
ก็เริมติว่า อันเล็ก ยายทำอะไรแย่ ๆ หันขนมปังหนาไป ส่วนเนือก็บาง'ไป

ในตู้เยินของผมมืเนยแท่งยีห้อ ‘มิตรภาพ’ วางอยู่ ผมชวนโคเลียกิน

 

 

หมาของผมรักดนตรีแจซ 49

 

 

 

แต่โคเลียขยาดเจ้า ‘มิตรภาพ’ ครับ

“ตอนที่ฉันเป็นเด็ก ๆ” โคเลียพูด ฉันร้องไห้ขอให้ยายซื้อไอศกรีมให้
กินบ่อยมาก ยายก็จะเดินไปใกล้ร้านขายไอศกรีมแล้วก็ทำท่าซื้อ แต่ยายแอบ
เอาเนยแท่งมาให้ฉันกินแทนไอศกรีม ฉันก็ดันเชื่อ” เขาพูดเสียงลอดช่องฟันออก
มา “ฉันเคี้ยวมันแล้วก็คิดว่า ไอศกรีมนี่มันรสชาติห่วยจริง ๆ ทำไมใคร ๆ ถึงได้
ชอบมันนัก !”

“เป็นอดีตที่เจ็บแสบมาก ! เจ็บแสบ !” วาเชียตะโกน “นั่นไง ทำไม
แกถึงได้โตขืนมาเป็นโจร เจ้าโคเสีย” แล้ววาเชียเองก็เขมือบ‘มิตรภาพ’เข้า
ไป แล้วโยนกระดาษห่อไปที่ถังขยะ

“โยนลงถังสำเร็จครั้งหนึ่งก็อารมณ์ดีไปทั้งวัน !” วาเชียพูดอย่างดีใจ
ผมชอบพวกเขา วาเชียกับโคเลีย ผมชอบทุกคน นี่คือความโชคร้าย
ของผม เจ้าความรักซื่อบอที่มีให้กับทุกคนมันจะฆ่าผมเข้าสักวันหนึ่ง ผมรู้ ! ผม
อยากเป็นลูกผู้ชายขนานแท้เหลือเกิน ต้องมิมิด วิ่งไล่นกพิราบ ยิงกระจกแตก
เหมือนกับพวกครอบครัววาโลบุเยฟ เข้าไปอยู่กลุ่มพวกเขา ใส่เสื้อสูทที่แต่ง
ปลายแขนเรียบร้อยเดินไปมา แล้วก็ร้องขอว่า “พ่อหนุ่ม ฉันต้องกลับบ้าน ขอ
เงินค่ารถไฟใต้ดินหน่อย” เสร็จแล้วก็ไปหลบที่มุมถนน หัวเราะเยาะคนที่ให้เงิน
หรือก่อกองไฟ นั่งอยู่ที่ม้านั่งสักตัว แล้วตะโกนขึ้นไปที่หน้าต่าง

ผมเชิญหัวขโมยดื่มชา วาเชียตอบตกลง ส่วนโคเลียยังไม่ว่าอะไร เขา
พูดว่าเขาไม่ปฏิเสธทีจะดืมชา แต่งานต้องมาก่อน แล้วพวกเขาก็เก็บกวาดข้าว
ของทั้งหมด ขนเอาๆ แล้วก็พูดว่า “ฉันจะไม่เอาของที่ไม่จำเป็นไปหรอก จะเอา
แต่ของที่จำเป็นเท่านั้นแหละ”

พวกเขาเห็นผมเป็นเทือน ผมรู้ แต่ความรู้สึกของนักล่ามืมากกว่า แล้ว
พวกเขาก็ขนทุกอย่างไปหมด

แม้แต่ถ้วยชาของผมทีเขียนว่า ‘สวัสดี’ มืฝาปิดถ้วยชาเป็นรูปหัวของ
นิโกร แล้วก็อัลบัมทีมืรูปสมัยพ่อยังหนุ่มๆพวกเขาปล้นผมแล้วก็ฆ่าผมทิ้ง แล้ว
ก็หนีไปทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ดื่มชา

“แล้วซาล่ะ เอายังไง” วาเชียถามขึ้น

 

 

50 หมาของผมรักดนตรีแจซ

 

 

 

“เราจะกลับไปกินซาที่บ้าน” โคเลียตอบดุๆ

แล้วพ่อผมก็กลับมา ด้วยอาการร่าเริงมาก

“อันดรูฮา” พ่อพูด “ไม่เป็นไรใช่ไหม ฟ่อมาสายนี้ดหน่อย”

ผมตอบว่า “ทุกอย่างเรียบร้อยครับพ่อ”

แล้วนกกระจิบกระจอกก็ส่งเลียงร้องดังในใจผม
“ลูกเก่งมาก” พ่อพูด “ไม่ได้ทำอะไรเลียหาย หรือทำตรงไหนสกปรก
เ9ย ทุกอย่างเหมือนเดิม แล้วตัวเองก็อยู่ครบ เรียบร้อยดีทุกอย่าง พ่อว่าต่อไป
เรา1ไม่ต้องกังวลเกี่ย'วกับลูกแล้วก็,ได้”

“แน่นอนพ่อ” ผมบอก “จะต้องมาห่วงผมทำไม”

เราคุยโม้โอ้อวดเกี่ยวกับผม เราทั้งสองคนภูมิใจในตัวผม แล้วอยู่ๆก็
มีเสืยงหวอฉุกเฉินดังมาจากทางหน้าต่าง แล้วมาหยุดที่ทางเข้าบ้าน พนักงาน
ดับเพลิง ตำรวจ แล้วก็หน่วยกู้ภัยวิ่งไล่ตามกันมา พวกเขาเหมือนคนบ้า รีบ
ออกมาจากรถแล้วพุ่งตรงมาที่ประตูทางเข้าบ้านของเรา
“ตายละ !” พ่อพูด “คนพวกนี้มาทำไม”

แล้วพ่อก็ไปเปีดประตู เพราะว่ามีคนมากดออดที่ประตูบ้าน

ของIรา

 

หมาของผมรักดนตรีแจช 51

 

 

สัตว์ประหลาดยักษ์จอมหมัด

 

ไม่ใช่แค,มันจะโตขึ้นมาเป็นหมาล่าสัตว์เท่านั้น เจ้าปลาวาฬ-หมา
พันธุ่ใล้กรอกของเรา ตอนนี้มันกำลังชอบวิ่งแล้วกระโดดไกลๆ เหมือนบินได้
ส่วนช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของมัน มันอุทิศตัวเองให้กับการเก็บกวาดทุกอย่าง
รอบตัวให้เรียบร้อย ด้วยการกินทุกสิ่งทุกอย่างพวกนั้นเข้าไป !

พวกเรากลัวกันมากว่ามันจะป่วยแล้วก็ตาย แต่เจ้าปลาวาฬก็ดำรงชีวิต
มาได้อย่างสุขลม!5)รณ์ดี มืแค่ครั้งเดียวที่เจ้าปลาวาฬมันเหี่ยวเฉาเศร้าสร้อย คือ
ตอนที่มันกลืนรองเท้ายางกันน้ำของผมเข้าไป มันซึมเศร้าอยู่หนึ่งเดือน แต่หลัง
จากนั้นก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม

ถ้าเอาหมาสีแดงที่เป็นหมาเฝีายามของปัายู่รนขึ้นไปนอนบนเตียง มัน
จะร้องเสียงตังแล้วก็วิ่งหนีอย่างรวดเร็ว แต่เจ้าปลาวาฬจะนอนราบ เตรียมที่นอน

 

 

หมาของผมรักดนตรีแจช 53

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ใV[สะดวกสบายด้วยการหายใจแรง ๆ เพื่อทำให้รอบเตียงอุ่นขึ้นสำหรับสหาย
1)®งมัน—ก็คือตัวผมนั่นเอง

ผมแทบจะวาดภาพไม่ออกเลยครับว่า เมึ๋อก่อนตอนไม่มีเจ้าปลาวาฬ
เราอยู่กันยังไง ผมจำได้ว่า จมูกของมันยื่นออกมายังไง หูของมัน สำตัวของมัน
ความสูงของมัน ในสายตาของผม ผมเห็นมันชัดเจนอยู่ตลอด

ตอนที่เราพามันไปที่เวทีนิทรรศการครั้งแรก ปรากฏว่าเจ้าปลาวาฬคือ
Vเมาที่ดีที่สุดในมอสโคว หมาทั้งหมดถูกแปรงขน แต่งขนให้เรียบร้อย เจ้า
ปลาวาฬออกไปกับพ่อตอนที่เสียงระฆังดัง แล้วผู้ตัดสินก็ประกาศว่า

“หมาหนุ่มของครอบครัวอันโตนัฟได้ที่หนึ่งประ๓ทความสวยงาม” พอ

V1 น’'   ’'                                       ,

มันเดินไปทีรัวกันสูงสองเมตร เราพากันใจหายหมด เพราะมันไม่เคยกระโดด
ที่ความสูง แบบนี้มาก่อน รั้วกั้นนั้นแข็ง แรง มองไม่เห็นกันและกัน พ่อยืนอยู่
หลังรั้วกั้นแล้วตะโกนว่า
“เจ้าปลาวาฬ เ-
ปลาวาฬหอนออกมาเป็นเสิยง?องมอมอที่ไฝสดใสของวัว แล้วมันก็
กระ โดดข้ามรั้วไปจนได้

แล้วตอนที่มันล่าสัตว์เป็นยังไงมั่งน่ะเหรอครับ ขนาดกระต่ายไขลาน
ยังอีรดกางเกงเลยครับตอนที่เจ้าปลาวาฬปรากฏตัวออกมาให้เห็น

เพราะความเชื่อมั่นในตัว เจ้าปลาวาฬ พ่อเอปีนมา แล้วก็กรอกใบขอ
อนุญาตล่ากา โดยถือว่าเป็นสัตว์ที่สร้างความวุ่นวาย แต่เจ้าปลาวาฬกลับวิ่ง
ตะครุบกาอย่างสนุกสนาน จนกาทั้งหมดพากันบินหนีไปจากหน้าตึกของเรา
ตั้งแต่นั้นมาที่หน้าตึกบ้านเรา ก็มีแต่คำชื่นชมเจ้าปลาวาฬ
เมื่อตอนที่นักปราบหนุผู้หญิงมาหาเรา เธอเป็นผู้หญิงเงียบ ๆ ใส่หมวก
สิเทา พอเห็นเจ้าปลาวาฬก็ตกใจกลัว แต่ป้าคนกวาดถนนของพวกเราบอกเธอว่า
“อย่ากลัวเลยค่ะ นึ่คือหมาที่ดีที่สุดในโลก”

เธอมากำจัดหนุ แต่ที่บ้านของเราไม่มีหนุ ถึงอย่างนั้นพ่อก็เก็บนาม
บัตรและเบอร์โทรศัพท์ของนักปราบหนุผู้หญิงคนนั้นไว้ แล้วเราก็สืมเรื่องนาม
บัตรนีไปสนิทเลย

 

 

หมาของผมรักดนตรีแจซ 55

 

 

 

ตอนฤดูร้อน ผมไปเดินเล่นตามทุ่งโล่งกับเจ้าปลาวาฬ มันวิง วิง วิง
เป็นวงกลม แล้วก็กระโดดตัวลอยข้ามพวกต้นสนสีเขียวเล็กๆ มันรู้สึกสบายใจ
อย่างบอกไม่ถูกในการบินเหินฟ้า ! ผมก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน พอฝนตกเรา
ก็วิ่งกลับบ้านใต้สายฝน เจ้าปลาวาฬยกหางขึ้น วิ่งตรงไปข้างหน้าอย่างเร็วจี๋
ส,วนผมคิดว่า นี่ละ...ชีวิตต้องอยู่อย่างมีความสุขแบบนี้ !

แล้วอยู่ ๆ เหมือนกับฟ้าผ่าทั้ง ๆ ที่ท้องฟ้ายังสดใส ไม่รู้ว่ามันมาจาก
ไหน หรือมาจากอะไร เจ้าปลาวาฬของเรามีหมัด ! หมัดเต็มไปหมด มันมี
จำนวนมากพอที่จะมืผลกับชีวิตได้เลย หมัดพวกนี้มีมาแล้วตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์
แล้วก็เป็นไปได้ว่ามันจะยังกระโดดไปกระโดดมาจนถึงวันที่ดวงอาทิตย์ตับและ
อารยธรรมของมนุษย์หายไปจากโลก

“ยกจมูกขึ้น !” พ่อบอกเจ้าปลาวาฬ

แล้วพ่อก็ตะครุบเจ้าปลาวาฬไว้เหมือนนกอินทรีตะครุบไก่ ยัดมันลง
ไป'ในอ่างอาบนํ้า ทำความสะอาดให้มันด้วยสบู่เดทตอล พวกหมัดรู้สึกพะอืด
พะอม และมีท่าทางตกใจสุดขีด เราคิดกันว่าคงไม่มีตัวไหนจะรอดชีวิตมาได้
ทั้งหมดคงใช้ตัวของเจ้าปลาวาฬเป็นสุสาน แต่พวกมันอดทนมาก พากันวิ่งอย่าง
สามัคคีไปที่จมูกของเจ้าปลาวาฬ ผมจับมาได้ไม่กี่ตัว
“ลูกเจอมันที่ไหน” พ่อร้องตะโกน
“เดี๋ยวผมเอาให้พ่อดู” ผมตอบ “แล้วพ่อจำไว้นะ”

“แล้วเป็นไง ความรู้สึกเป็นแบบไหน” พ่อตะโกน “ตอนที่ลูกจับหมัด

น่ะ”

“รู้สึกมีความสุขครับ” ผมตอบ

พวกหมัดวิ่งไป แล้วก็ไต่ไปตามตัวพ่อ พ่อตีพวกมันด้วยหนังสือพิมพ์
แล้วร้องว่า

“อันดรูฮา มันวิ่งไปตามหน้าอกพ่อ”

พ่อไล่มันจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง จนบนตัวเจ้าปลาวาฬแทบจะไม่เหลือ
หมัดเลยลักตัวเดียว

“มีแต่สัตว์ที่แสนร่าเริงแบบพวกหมัดนี้เท่านั้นละ” พ่อพูด “ที่จะไม่

 

 

56 หมาของผมรักดนตรีแจช

 

 

 

^ยๅ1จหรือโศกเศร้าเลยที่ได้รับโชคชะตาการถูกบดบี้ขยื้แบบนี้”

แล้วพ่อก็โทรฯตามสัตวแพทย์มา

สัตวแพทย์มาถึงด้วยรถจี๊ปสีเขียวแบบทหาร

“ไปเดินเล่นกันให้น้อยลง” เขาบอกผม “บริเวณรอบๆ ตึกของคุณมี
เชื้อโรคต่าง ๆ มากมาย”

ผมมองไปที่หน้าต่าง รอบๆ ตึกว่างเปล่า ไม่มีอะไร โลกเรานี่แปลก
ซะมัด ! คนหนึ่งมองดูแต่ไม่เห็นอะไร ส่วนอีกคนกลับเห็นได้โดยที่ยังไม่ได้มอง
ดูเลย

“แล้วมันปวยเป็นอะไร” สัตวแพทย์ถาม

เจ้าปลาวาฬนอนอยู่บนเตียงของผม ผมกลัวว่าถ้าไม่ให้เจ้าปลาวาฬ
นอนบนเตียง มันอาจจะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วคิดไปว่าผมเลิกรักมันแล้ว
‘•นี่อะไร” สัตวแพทย์ถามตอนมองดูเจ้าปลาวาฬ
“นี่คือหมัดครับ” พ่อตอบ และพูดต่ออย่างไร้กังวลว่า “สมัยนี้หมา
จะไม่มีหมัดได้ยังไงล่ะครับ”

“แล้วใครบอกคุณกันล่ะว่ามันคือหมา” สัตวแพทย์ถาม
ผมรู้ ผมสงสัยมานานแล้วว่าเจ้าปลาวาฬไม่ใช่หมา แต่เป็นคนสี่ขา
“นี่คือหมาพันธุ้ใล้กรอกหูสั้นครับ” พ่อตอบฉะฉาน “ผมกับอันดรูฮา
ชื้อมาจากตลาดขายนกครับ”

“คุณถูกหลอกแล้ว” สัตวแพทย์บอก “นี่มันหนูท่อระบายนํ้า หนูท่อ
ระบายนาอเมริกันตัวใหญ่ รูปร่างแบบที่เจอในเมืองบอสตัน รัฐแมสชาชูเซตส์
ตอนซ่อมท่อน้ำเสีย ชาวบอสตันจับมันใส่กรงแล้วเอามาขายเป็นหมาพันธุ่ไล้กรอก
ที่ตลาดนก”

อาาาาา ! แม่หวีดเสียงแล้วกันผมออกจากเจ้าปลาวาฬ
ทุกคนพากันจำพฤติกรรมแปลก ๆ ของมันขึ้นมาได้ทันทีว่ามันชอบ
ฟ้ยวหูของพ่อขนาดไหน กินทุกสิ่งทุกอย่างระหว่างที่เดินไปมาตามทาง แล้วตอน
ยู่ทีทุ่ง มันก็เป็นตัวแรกที่วิ่งออกมาจากแพที่กำลังจะจมลงไปในแอ่งน้า
บนถนน

 

 

หมาของผมรักดนตรีแจซ 57

 

 

 

“หมายความว่า เจ้าปลาวาฬของเราคือหนุยักษ์” พ่อพูดอย่างใช้ความ

“ใช่แล้ว” สัตวแพทย์ถอนหายใจ “แล้วในหนูพวกนี้เราพบว่ามีบางตัว
กินคนด้วย”

แม่ยืนโงนเงนไปมา

เจ้าปลาวาฬรู้สึกถึงความผิดปรกติ มันทำท่าเหมือนคนแก่คิดมาก
แล้วก็แสดงอาการเบื่อพวกเราด้วยการถอนหายใจแสนเศร้า ผมอยากจะเข้าไป
หามัน ให้มันรู้ว่าสำหรับผมไม่สำคัญว่ามันจะมีชาติตระกูลอะไร แต่แม่เกาะผม
ไว้เหมือนหมีโคอาล่าเกาะต้นยูคาลิปตัส

“อย่าง'งนี่เอง ตอนอยู่ที่ดาซา” พ่อพูดอย่างใช้ความคิด “มันถึงกัด
ช่องระบายอากาศแล้วกระโจนลอยออกไปที่ครัวนอกบ้าน !”

“นี่คือการกระทำอันแท้จริงของหนูยักษ์” สัตวแพทย์พูด

“แต่ผมเข้าใจมัน” ผมพูด “ผมรู้จากประสบการณ์ว่าความโดดเดี่ยว

เป็นยังไง”

“ยังไงก็แล้วแต่” พ่อพูด “แล้วมันแทะหน้าต่างทำไม”

“เพราะว่ามือะไรบางอย่างมารบกวนเจ้าปลาวาฬ” ผมพูด “มีพลังที่
มองไม่เห็นดึงดูดมัน มันควบคุมตัวมันเองไม่ได้”

“นั่นไงเห็นไหม พลังที่มองไม่เห็น” ลัตวแพทย์กำลังจะบอกเรื่องร้ายๆ
กับเรา “อยู่ที่บ้านมันทำข้าวของสกปรกไหม”

“ไม่เคยเลยครับ”

“เป็นกรณีที่แปลกพิเศษมาก” สัตวแพทย์เอากล้องออกมาแล้วก็หัน
ไปเล็งดูเจ้าปลาวาฬ เจ้าปลาวาฬตัวสันไปหมด

“เห็นไหม” สัตวแพทย์พูด “มันไม่อยากถ่ายรูป กลัวว่าจะถูกตีแผ่
ความจริง”

“คำก็หนูยักษ์ สองคำก็หนูยักษ์” ผมพูด “คิดกันมั่งชิ !”

“แล้วถ้าเจ้าปลาวาฬกินพ่อล่ะ” แม่พูด “แม่คงจะตายแน่”

“แต่ก็อย่ามากวนมันแบบนี้” ผมพูด “ถ้ามีอะไรผมก็จะใส่กุญแจขังมัน

 

 

58 หมาของผมรักดนตรีแจช

 

                                                                                           

ไว้ในห้อง”

“ลูเชีย” พ่อตะโกน “ลูเชีย เราจะทำยังไงดี” พ่อยกมือรุ]ขึ้น แล้ว
ตอนนั้นเอง นามบัตรของนักปราบหนูผู้หญิงก็หล่นออกมาจากกระเป้าเสื้อเชิ้ต
ของพ่อ ทุกคนนิ่งเหมือนหินมองดูมัน

“ไม่ !” ผมตะโกน หัวใจของผมเต้นแรง

เจ้าปลาวาฬผู้น่าสงสาร มันจะต้องตาย หรือออกไปจากที่นี่-ที่ที่ไม่มี
ใครชอบมัน วิ่งหนีไปจากทุกคนที่มันไม่รัก ชั่วพริบตาผมก็เหินเท้าของสัตวแพทย์
เขาตะครุบเจ้าปลาวาฬไว้ได้อย่างมืออาชีพ แล้วก็ออกไปจากบ้านเราพร้อมกับ
พูดว่า

“ในบ้านมืเด็ก... อันตราย... ข้างล่างมีรถหน่วยพิเศษ... หนูพวกนี้
เป็นพวกทรยศ...”

เขาพูดพล่ามอะไรต่อมิอะไรตอนที่อุ้มเจ้าปลาวาฬตรงไปที่ประตู แต่
ผมไม่ได้ยินชัด ผมตะโกนว่า

“ปลาวาฬ! ปลาวาฬ!”

ผมจะไปหามันแต่พ่อกับแม่ดึงผมไว้

“มันเป็นเรื่องร้ายแรงมาก” พ่อกระซิบ “มันเป็นเรื่องร้ายแรง !”

แม่จับผมไว้แน่นมาก

แล้วตอนนั้นเอง ผมก็คิดว่าจะออกจากบ้าน เดินไปเรื่อยๆ คิดถึงเจ้า
ปลาวาฬแล้วก็พ่อกับแม่ แต่แน่นอนครับ ผมไม่มีวันจะกลับมา ไม่มืวัน พวก
เขาจะได้เข้าใจว่าการเสียสิ่งที่ใกล้ชีดที่สุดหมายถึงอะไร

สัตวแพทย์กำลังจะจากไป แต่ผมช่วยอะไรเจ้าปลาวาฬไม่ได้เลย เรา
สบตากันครั้งสุดท้ายในเสี้ยวเวลาแห่งความเงียบ

แล้วเจ้าปลาวาฬก็พูดกับผมว่า

“เป็นอะไรกันไปหมด โรคจิตเหรอ ! ถ้าปูหมาพันธุ้ใล้กรอกของผม
เคตเตอรเบรินสกี้มาได้ยินเรื่องไร้สาระนี่ละก็ ! สัตวแพทย์นี่ไม่ปรกติ เขาหนี
ออกมาจากโรงพยาบาลบ้า อันดรูฮา” ปลาวาฬพูด “เอาฉันวางไว้บนเตียงเถอะ
นะ”

 

หมาของผมรักดนตรีแจซ 59

 

นี่เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในชีวิต หลังจากนั้นเจ้าปลาวาฬก็ไม่
เคยพูดอีกเลย สัตวแพทย์ก็เหมือนกัน แต่ก่อนที่เขาจะหายไปจากชีวิตของพวก
เราชั่วนิรันดร์ เขาพูดว่า

“ใช้ต้นหญ้าเชริมีจะช่วยกำจัดหมัดได้อย่างดี”

 

 

60 หมาของผมรักดนตรีแจซ

 

                                                                                    งานอดิเรก

 

“อันตรูฮา ลูกจำเป็นจะต้องเลือกงานอดิเรก” พ่อพูดแบบดุดัน “เพราะ
มันจะเห็นกันอย่างซัดเจนด้วยตาเปล่าเลยว่าคนที่มีงานอดิเรกแตกต่างจากคนที่
ไม่มีงานอดิเรกยังไง”

“มันต่างกันตรงไหนล่ะ” แม่ถามขึ้น

“ถ้ามีงานอดิเรก” พ่อตอบ “คนคนนั้นก็จะมีลักษณะน่านับถือที่มอง
เห็นได้อย่างซัดเจน เพราะว่าจะเข้าใจเป้าหมายหลักของชีวิตของตัๆเอง”

พ่อคิดได้มาตั้งนานแล้วว่าเป้าหมายหลักในชีวิตคืออะไร เหลือแต่ต้อง
เว่า ‘งานอดิเรก’ คืออะไร

“มันก็คือการที่คนเราจมดิ่งอยู่กับอะไรลักอย่างหนึ่งที่เป็นสิ่งไร้สาระ”
แม่อธิบาย

 

หมาของผมรักดนตรีแจซ 61

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ช่างไม่รู้เรื่องอะไรเลย!” พ่อพูดโกรธๆ “คนร่วมสมัยของเรา เดิน
ทางสำรวจมหาสมุทร พิชิตยอดเขา ขี่บอลลูนท่องโลก แต่พวกคุณพากันนั่งอยู่
เฉยแล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี”

“ฉันรู้ค่ะ” แม่ตอบ “คุณจะต้องดีใจแน่ถ้าฉันจะไปฃี่บอลลูน”

“ไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่” พ่อพูดขึ้น “เลือกเอางานอดิเรก
ที่ง่าย ๆ ก็ไต้ ล่าสัตว์ หรือตกปลา... อะไรที่มันเหมาะสม และให้ความสุขกับ
จิตใจ”

การล่าสัตว์... พอผมหลับตา ผมไม่ได้ฝืน แต่ผมเห็นภาพตอนที่ผม
กำลังวิ่งตามกวางพร้อมกับเจ้าปลาวาฬ ผมมีบ่วงบาศด้วย หมาพันธุ้ไล้กรอก
ของผม-เจ้าปลาวาฬกำลังวิ่งไล่พวกมันมารวมกัน ผมตะครุบกวางได้ตัวหนึ่ง
จับที่เขาของมัน แล้วพามันกลับมาที่บ้าน ตอนยังเป็น ๆ อยู่

แต่การตกปลาทำให้ผมรู้สึกคลั่งไคล้ เพียงแต่ผมไม่รู้ว่าจะไปตกที่ไหน
กับใคร คงจะดีถ้าได้ไปกับพ่อ !

“งั้นก็ตกปลา” พ่อบอกตอนที่กำลังเช็ดมือ “เป็นงานอดิเรกที่เหมาะ
มากทีเดียว แต่บรรดาคนดีของกระผมขอรับ งานอดิเรกต้องทำอย่างจริงจัง งาน
อาชีพอาจจะทำแบบไม่จริงจังก็ได้ แต่งานอดิเรกจำเป็นต้องมีความใส่ใจอย่าง
จริงจัง

“ฟังพ่อให้ดินะ เราจะเอาน้ำติดตัวไปด้วย น้าเปล่า ! อย่าลืมไม้ขีดไพ่
กระเป้าเป้ แม่ต้องไปกับเราด้วย จะได้ช่วยอบปลาเลซาในโคลนไง และถึงจะ
ยังแน่ใจไม่ได้ว่าพวกเราจะตกปลาสำเร็จ แต่เหยื่อต้องเป็นหนอนสีขาว !”
“หนอนขาวมีอยู่ทุกที่ละพ่อ” ผมพูดอย่างไม่กังวล
“พูดเหลวไหล” พ่อไม่พอใจ “หนอนขาวเป็นหนอนที่หายาก พวกปลา
ซอบมาก หนอนพวกนี้มีสีขาว แล้วก็อร่อย”

“ตื่นแต่เช้า” แม่บอก “โกนหนวดโกนเครา ฉีดสเปรย์หลังอาบน้า
แล้วก็ไปตลาดหาซื้อหนอนขาวกัน”

“ใช่ ต้องตื่นแต่เช้า” พ่อเห็นด้วย “เราจะตื่น 9 โมงเช้า”

“อะไรนะพ่อ” ผมตะโกน “ต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 ตะหาก !”

 

 

หมาของผมรักดนตรีแจซ 63

 

 

 

“พวกเราเป็นนักตกปลามือใหม่” พ่อบอก “มีสิทธิ'จะตื่นสายกว่าที่

ควรได้”

ผมพูดว่า “ตื่นสายกว่าเหรอ งั้นก็เป็นตอน 7 โมงครึ่ง”

“อ๊ะ ลูกนี่ ! “พ่อไม่พอใจ “คนอื่นเขาคิดหางานอดิเรกให้ แล้วยังมา
ทำตัวแบบนี้”

คราวนี้ผมเริ่มร้องไห้ อุตส่าห์ควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ แต่พวกเขาเริ่ม

ก่อนนะ

“ผมไม่อยากไปไหนทั้งนั้น” ผมพูด “หมดกัน พ่อกับแม่ทำพังหมด”
“สหายทั้งหลาย” พ่อพูด “เราจะไม่ปล่อยเวลาอันมีค่าให้เสียไปกับ
การทะเลาะกัน เพราะว่าชีวิตนี้มีหลายสิ่งที่น่าอภิรมย์”

แล้วพ่อก็ไปเข้านอน

มีลมบางอย่างพัดโขยมาเมื่อตอนที่เราเลือกการตกปลาเป็นงานอดิเรก
ลมไม่ร้อน ไม่หนาว เหมือนกับลมจากทะเลทรายโกบี

พ่ออารมณ์!ม่ดีตลอดทั้งเข้าเพราะว่านอนไม่พอ ถ้าพ่อของเรานอนหลับ
เต็มอิ่มละก็ พ่อจะสร้างความประทับใจแบบไม่รู้ลืมให้กับผู้คนรอบข้าง แต่ถ้า
ไม่ได้นอนลักวันสองวันละก็ ตัวใครตัวมันเลยครับ
“ไหนถุงพลาสติก” พ่อถามเสียงซึมกะทือ
“พ่อจะเอาถุงไปทำไม” แม่ถามกลับเสียงเย็นเป็นน้ำแข็ง
“นักตกปลาคนนั้นจะเป็นนักตกปลาที่แย่มาก” พ่อตอบเสียงเข้มงวด
“ถ้าไปตกปลาโดยไม่เอาถุงติดตัวไปด้วย”

เราเอาถุงพลาสติกไป แต่ลืมหนอนขาวไว้ เรากวาดตามองไปตามทาง
เดิน มีไส์กรอกลวกชั้นดีครึ่งท่อนตกอยู่ ไม่ไกลกันยังมีขนมปังแถวใหญ่อยู่ด้วย
เป็นที่รู้กันว่า ตึกของเราชอบทิ้งข้าวของออกมาทางหน้าต่าง

“นั่นไงเหยื่อล่อ” พ่อบอก “เราจะล่อปลาด้วยขนมปัง”

มีงานอดิเรกนี่ดีเสียเหลือ๓น! ขนาดเรามาด้วยกันแท้ๆ เดินเคียงบ่า
เคียงไหล่กันไปตามหลุมบ่อที่เป็นรังของหอยทาก เรายังทะเลาะกันได้บ่อย ๆ
จนดูน่าเป็นห่วงว่าเราทั้งหมดจะต่างฝ่ายต่างไปเมื่อไหร่ก็ได้

 

 

64 หมาของผมรักดนตรีแจซ

 

                อ่านเพิ่มเติม       Читать еще.         Read more